| Pongsin's profilePongsin's EncomiumPhotosBlog | Help |
|
|
April 17 สัมมนาที่ไทเปเมื่อระหว่างวันที่ ๒๐-๒๒ มีนา มีโอกาสได้ไปเที่ยวไทเปมา
ไม่เชิงไปเที่ยวหรอก ไปทำงานซะมากกว่า
คือพรีเซ็นต์paperส่งไปตั้งแต่ปีที่แล้วละ ไอ้งานนี้ก็ทำมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วด้วย เหอะๆ
ถึงแม้มหาลัยฯจะออกตังค์ให้ ก็ไม่กล้าใช้เงินเปลืองอยู่ดี ใช้เวลาอยู่แต่ในงาน ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวเตร็ดเตร่เท่าไหร่
ขอวีซ่า
คนไทยในเมกาสามารถส่งเอกสาร ธนาณัติและแบบฟอร์มไปให้สถานทูตไต้หวันในรัฐใกล้เคียง เขาจะจัดการทำวีซ่าให้ เร็วมากๆ วันเดียวเสร็จ เจ้าหน้าที่ขยันดีด้วย โทรมาถามโน่นถามนี่ ขอเอกสารเพิ่มเติม พูดจาสุภาพน่าฟัง สำหรับผู้ที่อยู่ในPennsylvania ให้ส่งเอกสารไปที่สถานทูตฯในนิวยอร์ค
ค่าทำวีซ่าขาเดียวเสีย ๓๖ เหรียญสหรัฐ
ตั๋วเครื่องบิน
ตอนแรกจะซื้อออนไลน์จาก expedia/travelocity/orbitz แต่มันต้องเสียเงินอีกประมาณห้าสิบค่าส่งตั๋ว (ไม่มี e-ticket สำหรับinternational flights) เลยโทรสั่งจากเอเยนต์ที่รู้จักแทน
จองตั๋ว PIT->PHL->SFO->TPE->SFO->PIT
ตอนแรกเอเยนต์ให้ตัวเลือกสองอัน ระหว่างออกจาก SFO หรือออกจาก LAX
ตอบ SFO ทันที เพราะมีประสบการณ์แย่ๆกับ LAX เยอะ เหอะๆ
ถึงไต้หวัน ไทเป
บนเครื่องบิน แอร์ทุกคนพูดภาษาจีนกับตูหมดเลย ตูหน้าจีนขนาดนั้นเลยหรือเนี่ย
ถึงสนามบินประมาณ ๗ โมงเช้า เรียกแท็กซี่ไปโรงแรม แล้วก็กินอาหารเช้าบุพเพต์ที่ห้องอาหารของโรงแรม
เสียค่าเข้า $NT ๒๐๐ ซึ่งคือประมาณ ๖ เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินสหรัฐแล้วโคตรถูก คิดเป็นเงินไทย...เอ่อ แพงเหมือนกันว่ะ
อาหารดีมากๆ มีไข่ตุ๋น ปาท๋องโก๋ สลัด ไส้กรอก แฮม โจ๊ก ฯลฯ นั่งกินไปประมาณชั่วโมงแล้วก็เดินออกมา
นั่งทำการบ้านและPresentation
นี่เป็นเหตุผลหลักที่ไม่ได้ไปเที่ยว คือตูโดดเรียนมาคอนเฟอร์เรนซ์นี่ การบ้านมีส่งวันนั้นก็ยังไม่เสร็จ แทนที่จะได้เที่ยวไทเป เลยมานั่งทำการบ้าน อนาถยิ่งนัก ทำการบ้านเสร็จก็ต้องทำ Powerpoint Presentation สำหรับงานคอนเฟอร์เรนซ์ต่อ นั่งทำสามชั่วโมงก็ทนไม่ไหว ไปเที่ยวดีกว่า
เมืองไทเป
มันคือกรุงเทพฯดีๆนี่เอง ที่บอกว่าดีๆคือมันดีกว่ากรุงเทพฯน่ะ รถไม่ติดเป็นตังเม ควันก็น้อยกว่า จักรยานตรึม ที่แปลกคือคนที่นั่นขับมอเตอร์ไซด์ป๊อบกันเยอะมาก (scooter น่ะแหละ)
เดินไปสถานี MRT (ระบบรถไฟฟ้า) เหมือนกรุงเทพฯอีก มีทั้งลอยฟ้าทั้งใต้ดิน แต่ก็ดูดีกว่าอีกนั่นแหละ
ตรงสถานี MRT มี tourist guide แจก เลยหยิบมาสุ่มที่เที่ยว สรุปว่าไปย่าน Main Station เพราะมันดูสมัยใหม่และมีอะไรเยอะดี
พอไปถึง ก็เดินไปรอบๆแถวนั้น เหมือนสยาม มาบุญครอง ประตูน้ำเลย ตึกหน้าตาประหลาดเยอะดี มีอนุสาวรีย์ดูเว่อร์ๆ มีห้างที่เหมือนกับพันธ์ทิพย์ด้วย
เดินเที่ยวสักพักก็กลับโรงแรม สลบ
คอนเฟอร์เรนซ์
วันถัดมาก็เข้าร่วมงานคอนเฟอร์เรนซ์ จัดที่Hyatt Taipei
เอาThumbdriveที่มีPowerpoint Slide ของเราไปให้เด็กเจ้าหน้าที่ถ่ายข้อมูลลงเครื่องlaptop เสร็จแล้วก็ตรวจความเรียบร้อย
อือม ปุ่มspace bar ใช้ได้ page up page down ใช้ได้ mouse ใช้ได้ slide ใช้ได้ โอเค
แล้วก็นั่งฟังpresentationของคนอื่นอย่างบ้าคลั่ง สิบห้าอัน ของตูเป็นอันสุดท้ายเลย
ระหว่าง presentation ก็มีพักเที่ยง กินอาหารในโรงแรมนั่นแหละ นั่งโต๊ะเดียวกับอาจารย์สองคนจากchicago แล้วก็เด็กแกรดจาก Irvine, Germany, และก็ Australia คนที่มาจาก Australia นี่เป็นคนอินเดีย แต่เคยอยู่เมืองไทยสามปี พ่อเป็นอาจารย์เอแบค
อาหารก็มี หมูราดน้ำผึ้ง กุ้งอะไรก็ไม่รู้ ข้าวผัด ปลานึ่ง แล้วก็ของหวานที่เราไม่ได้กิน อีตาที่มาจากIrvine ถ่ายรูปอาหารทุกจานเลย นี่เป็นnon-Thai คนแรกที่ตูเคยเจอถ่ายรูปอาหารน่ะเนี่ย
ตอนบ่าย ก็เข้าฟังpresentationต่อ กินไอ้หมูราดน้ำผึ้งเยอะไป ปวดหัวเลย ขนาดไม่ได้กินขนมหวานนะเนี่ย เวรกรรม
และแล้วก็ถึงคืวตู ขึ้นไปpresent ตอนแรกก็พูดเรื่อยๆอยู่หรอก... แต่เริ่มรู้สึกว่า Slide ตูมันแปลกๆ
ทำไม slide transition มันช้าจังฟะ อือม ช่างมันละกัน เปิดหน้าต่อไปละกัน...
... ไอ้กร๊วก ...
รูปที่ตูอดหลับอดนอนทำเมื่อคืน ทำไมมันกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า กับเครื่องหมายกากบาทตรงมุมบนซ้ายได้ล่ะเนี่ย
ด้วยความเป็นคนมองโลกในแง่ดี... ในวินาทีแรกที่เห็น สมองก็สั่งว่า "อาจจะเป็น error ตอนโหลดรูปน่ะ ลองกด page up เพื่อกลับไปหน้าที่แล้ว แล้วpage down กลับมาหน้านี้ดู อาจจะแก้ปัญหาก็ได้นะ"
... ไอ้กร๊วก ...
ทำไมปุ่ม page up page down มันอยู่คนละที่กับเมื่อเช้านี้ล่ะ
อยู่ดีๆ ไอ้บ้าที่ไหนคงไม่เปลี่ยน keyboard laptop เล่นสนุกๆแน่ๆ นี่มันคนละเครื่องกับเมื่อเช้าชัดๆ
page up page down สองสามรอบ รูปก็ยังเป็นพื้นที่ว่างเหมือนเดิม
... ทำใจ ...
ไม่ใช่แค่รูปเดียวนะจ้ะ รูปทั้งหมดประมาณ๑๐รูป กลายเป็นที่ว่างหมดเลย...
เวรจริงๆ
รูปหายไม่พอ ตัวอักษรมันทับกันด้วย คือประมาณว่าทำ transition ให้ตัวอักษรมันมาแทนที่กัน transition ตูมันหายไปไหนหมดวะ
The show must go on ... เลยบอกคนฟังว่า ขัดข้องทางเทคนิค รูปมันหายไป ดูรูปจาก proceedings กันไปละกันนะจ้ะ ส่วนสมการที่มันซ้อนๆกัน ก็ดูเอาใน proceedings ได้เหมือนกันจ้ะ แล้วก็พูดต่อจนจบ
แทนที่จะพูด ๒๕ นาที เลยจบในเวลา ๒๐ นาที
หายปวดหัวเลย ฮ่าๆ
พอลงมาจากเวที นายอินเดียเคยอยู่เมืองไทยก็ถามด้วยความกังวลว่า เกิดอะไรขึ้นกับรูป เลยบอกไปว่ามันเปลี่ยนเครื่อง รูปเลยหายหมด นายอินเดียเลยบอกว่า Presentation ของเขาพรุ่งนี้ใช้คอมฯตัวเองดีกว่า เห็นด้วย๑๐๐เปอร์เซ็นต์
Taipei 101
หลังจากเสร็จจาก presentations ก็มี reception แต่เรา อาจารย์จากchicago นายจากIrvine นายGerman นายอินเดีย รวมหัวกันโดดไปเดินเล่นตึก Taipei 101 ตึกที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งอยู่ตรงข้าม Hyatt เป็นห้างคล้าย Central City มีตัวห้างใหญ่ๆ ข้างๆเป็นตึกสูง มี 101 ชั้น จ่ายค่าตั๋วนิดหน่อยก็ได้ขึ้นไปดูวิวชั้นบน จ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อยก็ได้ออกไปดูวิวด้านนอก (นอกกระจกอ่ะ แทนที่จะเป็นกระจก เป็นรั้วกั้นแทน) คุณที่จำหน่ายตั๋วดูวิวข้างนอกน่ารักมาก ฮ่าๆ
ลงมาจากตึกก็นั่งแท๊กซี่กลับโรงแรมกัน นัดกับนายIrvine และ German guy ว่าไปเดิน night market กัน
Night Market
เป็นของโฆษณาของคนไต้หวันเลย ว่ามาไต้หวันต้องไป night market
... เวร มันคือตลาดสามย่าน สำเพ็ง ประตูน้ำ สำโรง ดีๆนี่เอง เจ้าฝรั่งสองคนก็ตื่นเต้นมาก ทุกอย่างถูกไปหมด ...
อยากบอกมันเหลือเกิน ว่าที่เมืองไทยถูกกว่านี้อีก เยอะด้วย
ไม่ว่าจะเข้าร้านไหน คุณฝรั่งสองคนก็พยายามถามโน่นถามนี่ก็พนักงาน
"ไอ้นี่ราคาเท่าไหร่"
"ลดได้มั้ย"
"ไอ้นี่กันน้ำมั้ย"
"อาหารนี่เรียกว่าอะไร"
แล้วคนไต้หวันนี่ก็ช่างขี้อายจริงๆ ทั้งๆที่ฟังรู้เรื่อง แต่ก็ดันหันมาทางตู ฉอดๆมาเป็นภาษาจีนว่า "คุยให้หน่อยสิ พูดอังกฤษได้ใช่ไหม"
ทุกร้านก็ได้คำตอบกลับไปจากพงษ์สินว่า "พูดอังกฤษได้ แต่ไม่รู้แมนดารินจ้ะ"
แล้วพนักงานร้านเหล่านั้นก็จะทำหน้าแป่ว (หน้าแป่วของสาวไต้หวันนี่น่ารักมาก ใครมีเพื่อนไต้หวันน่ารักให้เขาทำให้ดูละกัน)
Longshan Temple
ถามพนักงานที่โรงแรมว่า มีสถานที่อะไรน่าสนใจน่าไปมั่ง ที่ไม่เสียเวลานาน มีเวลาว่างเหลืออีกแค่ ๓ ชั่วโมงก่อนกลับ
Longshan Temple เป็นคำตอบที่ได้รับ
หลังจากไป conferenceเสร็น ก็เลยไปเที่ยว Longshan Temple...
เหมือนวัดจีนที่เมืองไทยที่แม่พาไปไหว้เจ้าทุกๆปีเลย...
ไทเปนี่มันเหมือนกรุงเทพฯไปหน่อย ไม่รู้ว่าจังหวัดอื่นของไต้หวันจะเหมือนต่างจังหวัดของไทยอีกหรือเปล่า
ใครคิดจะเที่ยวไต้หวัน ถ้าไม่ได้ไปเพราะงาน ขอแนะนำให้เที่ยวเมืองไทยแทน เหมือนๆกันแหละ ผมว่า
กลับเมกา
ก่อนกลับ ก็แวะซื้อของฝากที่สนามบิน...
เหมือนเมืองไทยอีกละ ร้านค้าในสนามบินมีแต่ Clinique, Lancome, Lindt, Godiva, etc...
ตูจะถ่อมาไต้หวันซื้อไอ้ของพวกนี้ทำไมล่ะฟะ ใครมันคิดเปิดร้านอย่างงี้ในสนามบินเนี่ย
เดินทั่วสนามบิน เจอร้านขายของฝากจากไต้หวันจริงๆอยู่ร้านเดียว ซ่อนอยู่ขอบตึกอีก
แต่มีของให้เลือกเยอะแยะดี ซื้อPlum Wine ขวดเล็กๆมา กับพวกกุญแจ แล้วก็ cell phone strap
ทุกอย่างได้เจ้าของหมดแล้ว เหลือแต่ cell phone strap อันเนี้ยะ
Phone Strap กำลังรอคนมารับไป
Berkeley
ถึง SFO ตอนประมาณบ่ายสาม แต่เครื่องที่จะออกไปPittsburgh เริ่ม board สี่ทุ่ม เลยถือโอกาสไปเที่ยว Berkeley ซะเลย (มัน reject ตู)
นั่ง BART สองต่อจากSFO ไปถึง Berkeley น้องยุ้ยts46 พาไปกินอาหารญี่ปุ่น แล้วก็เดินดู Berkeley ถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วก็กลับ
Berkeley สวยดีนะ แต่มึดไปหน่อย ไฟมันน้อยอ่ะ แต่ก็ยังสว่างกว่า Princeton (ใช่ครับ มันมืดเพราะผมไปตอนกลางคืน แต่มหาลัยอื่นอย่าง CMU MIT UPenn ผมเดินตอนกลางคืน มันก็ไม่ได้มืดขนาดนั้นครับ มันมีไฟข้างทางครับ)
January 30 Vatican Museum & School of Athensเดือนก่อนไปเที่ยวนครรัฐวาติกันกับน้องๆTs46-7 ได้มีโอกาสเข้าไปเดินใน Vatican Museum หลังจากดูผลงานของ Michelangelo ใน Sistine Chapel (ภาพวาดฝาผนังที่สำคัญในห้องนี้ก็มี The Last Judgement กับ Creation of Adam) เราและน้องต๊ะก็โน้มน้าวให้น้องคนอื่นไปดู Raphael's Rooms (ตามชื่อน่ะ เป็นห้องผลงานของ Raphael) บังเอิญว่าตอนนั้นคนแน่นมาก พวกน้องๆเดินผ่านภาพ School of Athens ของ Rafael โดยไม่ทันสังเกต สุดท้ายก็มีเราคนเดียวที่ได้ดูรูปนี้ ฮ่าๆ
โดยส่วนตัวแล้ว School of Athens เป็นHighlightที่สำคัญที่สุดของ Vatican Museum เลย (รู้สึกว่าน้องๆเขาจะไม่เคยเห็นภาพนี้มาก่อน คงไม่น่าเสียดายเท่าไหร่มั้ง)
เพราะอะไร?
เพราะมันเป็นภาพที่อยู่ในปกหลังหนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่เราอ่านสมัยเด็ก (ที่มีแปดหรือเก้าเล่มน่ะ ของSe-edมั้ง)
เพราะมันเป็นภาพที่อยู่ใน Encyclopedia ที่เราชอบเปิดดูรูปตอนโตขึ้นมาหน่อย
เพราะในภาพมี Pythagoras, Socrates, Plato, Aristotle, Euclid และ Ptolemy (มีคนอื่นอีก แต่รู้จักแค่นี้น่ะ)
เพราะเราประทับใจในผลงานของ Pythagoras, Euclid และ Ptolemy
คนแรกและคนที่สองเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็กม.๑ (ลอง google หรือ wikipedia ดูก็ได้ถ้าทิ้งสิ่งที่เรียนมาตอน ม.๑ ไปหมดแล้ว)
ส่วน Ptolemy เป็นคนแรกๆที่บอกว่าโลกกลม เขียนแผนที่โลกซึ่งถูกใช้มาจนถึงยุคบุกเบิก เขียนแผนที่ดาว หนังสือดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เป็นคนรวม Greek Mythology เข้ากับหมู่ดาว บอกว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล (แม้เขาบอกว่าโลก ดวงอาทืตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ โคจรรอบศูนย์กลางของจักรวาล ทฤษฎีของเขาก็ดีที่สุดและเข้าใจง่ายที่สุด เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีสมัยนั้น)
สมัยเด็กๆสนใจวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ตำนานต่างๆ ก็เพราะ Ptolemy นี่แหละ
การได้เห็นภาพ School of Athens แบบของจริง หลังจากดูภาพcopyอยู่ทุกวันสมัยเด็กๆ ให้ความรู้สึกดีจริงๆ
ปล. อ่านดูเหมือนตัวเองสมัยเด็กๆจะnerdมาก ปล่าวนะ
การ์ตูนวิทยาศาสตร์น่ะ ปกติจะสอดไส้โดเรม่อน
Encyclopediaน่ะ สอดไส้BooM (เล่มมันใหญ่ เลยต้องใช้encyclopedia)
ตั้งแต่ช่วงม.๒ ที่สามารถอ่านการ์ตูนได้อย่างเปิดเผย ก็ไม่เคยอ่านหนังสือพวกนี้อีกเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ |
|
|