| Pongsin's profilePongsin's EncomiumPhotosBlog | Help |
|
|
September 11 idolกาลครั้งหนึ่งนานมาละ...
ตอนจบจากอัสสัมใหม่ๆ ได้กลับไปเยี่บมโรงเรียนบ่อยๆ มีวันนึง ไปคุยกับครูประจำชั้นตอนม.ปลาย มิสเพ็ญฯ คุยเรื่องโน่นนี่ไปเรื่อย
ตัดตอนมาจากบทสนทนา...
มิสเพ๊ญฯ : เฮ้ย เธอยังชอบยัยXXXอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
พงษ์สิน: ไม่แล้วมิส เรื่องเก่าๆ ฮ่าๆ
มิสเพ๊ญฯ: อ้อ เหรอ แล้วนี่ได้ไปหาฝ่ายแนะแนวหรือยัง
พงษ์สิน: ยังครับ ทำไมเหรอ
มิสเพ๊ญฯ: ป่าว ทางนั้นเค้าอยากให้เธอไปพูดให้น้องฟัง
พงษ์สิน: เรื่อง?
มิสเพ๊ญฯ: ก็เรื่องสอบโน่นสอบนี่ ข้อแนะนำต่างๆ อะไรอย่างนั้น เธอรู้มั้ยว่าว่าน้องหลายคน เค้าเอาเธอเป็นแบบอย่างเนี่ย
พงษ์สิน: หรอ (แอบภูมิใจ)
มิสเพ๊ญฯ: อย่างเจ้าวรสิทธิ์ เธอจำได้มั้ย? (ถ้าชื่อวรสิทธิ์จริงก็แสดงว่าจำได้ ถ้าไม่ใช่ก็แสดงว่าไม่ควรค่าแก่การจดจำ ขอโทษทีนะ)
พงษ์สิน: อาฮะ...
มิสเพ็ญฯ: มันบอกว่าจะตามรอยเธอ สอบโน่นสอบนี้เหมือนเธอเลยนะ
พงษ์สิน: อาฮะ... (รู้สึกดีอยู่ลึกๆ)
มิสเพ๊ญฯ: ครูก็เลยถามมันว่า จะตามรอยรุ่นพี่เค้าทุกอย่างเลยหรอ มันยากน้า รู้มั้ยมันว่ายังไง?
พงษ์สิน: ว่าไงอ่ะ? (ต้องเป็นอะไรดีๆแน่ๆ ไม่งั้นมิสคงไม่เล่า)
มิสเพ็ญฯ: เธอจำน้องYY ได้มั้ย? หลังเธอปีนึง
พงษ์สิน: ที่อยู่ในหมู่บ้านอ่ะนะ (แล้วเค้ามาเกี่ยวอะไร?)
มิสเพ็ญฯ: ช่าย ที่เจ้าวอมันเคยจีบๆน่ะ
พงษ์สิน: อาฮะ (หรือว่าน้อง YY ก็พยายามตามรอยตูเหมือนกัน? โอว...)
มิสเพ๊ญฯ: นั่นแหละ เจ้าวอมันบอกว่า เพราะมันพยายามตามรอยเธอ มันก็เลยจีบน้องYYเนี่ยไม่ติด อย่างน้อยมันก็มาถูกทาง จีบหญืงไม่ติดก่อน อย่างอื่นก็ตามมาเอง ฮ่าๆๆๆๆ (หันไปหามิสรุ่งรัตน์ ให้หัวเราะด้วยกัน... เวร) นั่นแหละ...เธอว่ามันจะทำได้มั้ย? (อมยิ้มอย่างคนมีชัย)
พงษ์สิน: เอ่อออออออ (ไอ้ที่แอบภูมิใจอยู่ลึกๆ ไหลลงชักโครกทันที ถ้าจะทำตามกันอย่างนี้ อย่าทำดีกว่าน้อง TT____TT)
มิสเพ๊ญฯ: เพียว เดี๋ยวครูไปสอนแล้ว ไว้คุยกัน (อ่าว หัวเราะเยาะเสร็จก็หนีไปเฉยๆ เฮ้ยๆ คนเรา)
พงษ์สิน: .....
July 10 ย้ายบ้านตามสาวบอกข่าว เพื่อนๆ พี่น้องๆ ที่ไม่ค่อยได้ติดต่อกันระยะหลังๆ ตอนนี้ผมย้ายที่อยู่ตามสาว จาก Pittsburgh มาอยู่ที่ Berkeley, CA ได้ประมาณเกือบเดือนแล้วนะ ใครมาอยู่แถวๆ San Francisco, Bay Area ก็ทักทายกันมาได้นะครับ จะได้นัดพบเจอกัน จบข่าว
(ย้ายบ้านตามสาวจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่นน่ะ)
การย้ายบ้านครั้งนี้มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่สาเหตุของการย้าย การเตรียมต้ว การย้ายสัมภาระ การเดินทาง
ที่น่าสนใจสุดคงเป็นเรื่องการเดินทางมั้งนะ เพราะผมกับนายฮวน เพื่อนชาวสเปน ขับรถของผม จาก Pittsburgh มาถึง Berkeley เนี่ย
ถ้าจะขับกันจริงๆจังๆ จะกินระยะทางประมาณ 2400 miles. แต่เพราะพวกเราเห็นว่า ไหนๆก็จะขับรถมาแล้ว ก็เที่ยวมันด้วยซะเลย ระยะทางที่ใช้จริงเลยเป็น 3800 miles (สังเกตส่วนเกิน 1400 miles บ่งบอก ถึงความเถลไถลของพวกเรา)
การเดินทางโดยรวมก็ราบรื่นดี ได้ไปแวะอุทยานแห่งชาติหกแห่ง อุทยานรัฐแห่งสองแห่ง อุทยานส่วนบุคคล(มีทั้งที่ต้องเสียเงินและไม่ต้อง)อีกสองสามแห่ง เมืองใหญ่ประมาณเจ็ดเมือง พิพิธภัณฑ์อย่างน้อยสี่แห่ง บ้านบุคคลสำคัญอีกซักสองสามหลัง (บ้านเอลวิสเป็นหนึ่งในนั้น) ขับรถผ่านสิบสามรัฐ ภูเขา ที่ราบสูง ทะเลทราย พายุหนึ่งลูก และห้องน้ำสาธารณะอีกนับไม่ถ้วน ขับที่ความเร็วประมาณ 75-90 MPH โดยเฉลี่ย รวมเวลาเดินทางเก้าวัน
ที่ประทับใจที่สุดคือการได้ไปแวะโรงแรม The Broadmoor ใน Colorado Springs, CO ไปถึงตอนเกือบค่ำพอดี เดินผ่านห้อง ballroom มีวงดนตรีกำลังเล่นเพลง My Girl ของ The Temptations ถัดจากห้อง ballroom มีตู้เก็บขวด champagne ที่เปิดแล้วตั้งแต่นานแสนนานมาแล้ว ไม่ซ้ำกันซักขวด เดินขึ้นบันไดเลื่อน ผ่านห้องอาหาร ทะลุไปที่สวนหลังโรงแรมที่มีสระน้ำ และเห็นภูเขาอยู่ด้านหลัง โชคดีมากที่วันนั้นเขามีงานของ US Olympic Committee พอดี (สำนักงานใหญ่ของเขาอยู่ที่ Colorado Springs นี่แหละ) ได้เห็นการวิ่งคบเพลิงเล็กๆ (พอเป็นพิธี) มีจุดพลุด้วย บรรยากาศดีมากๆ ระหว่างเดินกลับไปที่รถ ผมก็จัดการใส่โรงแรมนี้เข้าไปในลิสต์โรงแรมที่อยากไปพัก(เมื่อรวย)
ประทับใจคุณย่ามัคคุเทศที่ Hot Springs National Park ใน เมือง Hot Springs, Arkansas. ประมาณว่าเมืองนี้เขามีภูเขาล้อมรอบและมีน้ำพุร้อนอยู่รอบเมือง เมื่อประมาณเกือบร้อยปีก่อนเลยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ประมาณ Las Vegas ปัจจุบัน มีรีสอร์ท คาสิโน และโรงอาบน้ำ และไอ้โรงอาบน้ำพวกนี้แหละ ที่เป็นส่วนหลักของ Nation Park. แปลกดี ที่สุดยอดคือย่ามัคคุเทศนี่อายุมากกว่าแปดสิบ แต่เดินคล่องปรื๋อ เดินเร็วมาก ขึ้นบันไดฉับๆ พูดฉะฉาน (แล้วก็พยายามบอกนักท่องเที่ยวว่าเนี่ย แกฟิตขนาดนี้เพราะแกแช่บ่อน้ำพุร้อนเป็นกิจวัตร) แกเป็นอาสาสมัครให้กับอุทยานนี้ เพราะสมัยที่โรงอาบน้ำรุ่งเรื่อง แกยังเป็นสาวอยู่ แกเลยเป็นไกด์ที่เคยอยู่สมัยนั้นจริงๆ เป็นอาสาสมัครอาทิตย์ละครั้ง โชคดีมากที่ได้แกวันนั้น
ที่ประทับใจอีกอย่างคือตอนไป Zion National Park. Park Rangers ผู้หญิงน่ารักมากๆ แค่นี้แหละที่ได้จากอุทยานแห่งนั้น สงสัยเล็กน้อยว่าเขาคัดหน้าตาด้วยหรือเปล่า แล้วถ้าคัดมันจะคัดไปทำไม
จริงๆมีอะไรให้เล่าอีกเยอะ แต่ขี้เกียจพิมพ์ละ ยังมีเรื่อง Berkeley ให้เล่าอีกในฉบับถัดไป
By the way, have I ever told you about the time I went back-packing through western Europe?
July 18 นอนไม่หลับ (เลยลุกมาเขียนบล๊อค)เขียนค้างไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์...
ช่วงนี้ นอนไม่หลับติดๆกัน... หลังจากที่ไม่ได้เป็นมานานมากๆ
ไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้กังวลกลุ้มใจอะไร แค่นอนไม่หลับ
เลยมาบ่นๆให้อ่านให้ฟัง
เผื่อไปเจอผมดูเหม่อลอยทำตัวงงๆจะได้รู้ว่าเป็นอะไร
นอนไม่หลับ เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับผมบ่อยๆสมัยเป็นเด็ก เป็นครั้งแรกซักประมาณ ป.สาม ป.สี่
ผมนอนไม่หลับเป็นช่วงๆ เป็นทีก็กินเวลาไปครึ่งปี ปีนึง
ไม่รู้พ่อแม่รู้หรือเปล่า ก็ไม่ได้บอกนี่นะ
อย่างที่บอก ไม่ได้กังวลหรือเครียดเรื่องอะไร จนทำให้นอนไม่หลับ
ตั้งแต่สมัยเด็กๆ เวลานอนไม่หลับ จะโน่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย
คิดไปซักสามสี่ชั่วโมง เดี๋ยวก็หลับ เป็นเรื่องปกติ
เรื่องที่คิดก็กว้างมาก เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน ไอเดียต่างๆ ละคร เพลง ฯลฯ
ส่วนใหญ่พอหลับก็เก็บไปฝันต่อ โคตรชอบเลย รู้สึกว่าตัวเองใช้เวลานอนได้เป็นประโยชน์ดี
จำได้ว่ามีช่วงนึง ชอบทำ thought experiment ระหว่างที่รอให้ตัวเองหลับ สนุกมากๆ
แต่สุดท้ายทุกเช้า จะพบว่าไอ้ที่คิดๆไปตอนละเมอ (หลับไปแล้วนั่นเอง) มันผิด
คืนถัดมา ก็จะมาคิดใหม่ เรื่องเดิมมั่ง เรื่องใหม่มั่ง ตามความสนใจเฉพาะหน้า
ตั้งแต่มาอเมริกา นี่เป็นครั้งแรก ที่นอนไม่หลับติดๆกัน
ไม่รู้ว่าเพราะอยู่ที่นี่มันเหนื่อย เลยหลับง่ายหรือเปล่า
ขี้เกียจเขียนละ วนไปวนมา เขียนทำไมเนี่ย
ไปนอนคิดอะไรสนุกๆดีกว่า เหอะเหอะ February 28 ลำเอียง (Bending Dance)
เมื่อก่อนนี้ ได้ฟังเพลงเพลงนึง เป็นผู้หญิงร้อง ร้องโคตรห่วยเลย ได้ยินปุ๊บจะเปลี่ยนปั๊บ...
แล้ววันหนึ่ง ได้มีโอกาสเห็นหน้าค่าตาคนร้อง น่ารักโคตรๆ
แล้วหลังจากนั้น เพลงเดิมเพลงนั้นมันก็เพราะขึ้นว่ะ จากเสียงร้องที่เคยคิดว่ามันแปร่งๆ กลับคิดไปว่าน่ารักดีซะเฉย ได้ยินปุ๊บก็หยุดฟังต่อ
ไอ้ความลำเอียงอันนี้มันออกมาจากจิตใต้สำนึกเต็มๆ เพราะผมไม่ได้พยายามบังคับให้คิดว่าเพลงมันเพราะขึ้น แต่เรารู้สึกว่าเพลงมันเพราะขึ้นจริงๆ
ซวยแล้วตรู...
ถ้าแก้นิสัยนี้ไม่ได้ภายในสามสี่ปีจะทำยังไงเนี่ย ต้องสอนหนังสือโดยที่ไม่จำชื่อนักเรียนเรอะ จะได้ไม่ลำเอียงในการให้คะแนน
จริงๆแล้ว ความลำเอียง มันก็ไม่ได้ขึ้นกับหน้าตาหรอกนะ
อย่างลายมือ มันก็เกี่ยวเหมือนกัน คนลายมือดี มีโอกาสได้คะแนนเยอะกว่าคนลายมือไม่ดีแต่เขียนรายงานเนื้อหาเหมือนกัน แต่มันเป็นความลำเอียงโดยสมัครใจนี่นา
จะทำยังไงกับความลำเอียงที่มันออกมาจากจิตใต้สำนึกล่ะเนี่ยยยย February 05 ไม่เห็นต้องเหมือนคนอื่น ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่เคยต้องมีคำพูดใด แค่มองไปไกลๆเห็นเธอ ก็อุ่นใจ :)หลักฐานยืนยัน เป็นภาพประกอบจากเว็ธเท่อร์ดอทคอม
October 09 ห้าตุลา ห้าตุลาวันคล้ายวันเกิดของพงษ์สิน และ คนที่รู้จักอีกหลายๆคน ซึ่งได้แก่ น้องเฟิร์น วิตาลีย์ ไบรอัน ชูศักดิ์ พี่พิม พี่ปลื้ม ฯลฯ
ตามปกติ พอเลยเที่ยงคืนมานิดหน่อย ก็จะมีคนมาที่ห้อง มีของกิน มีเทียน มีเสียงเจี๊ยวจ๊าว
ขอขอบคุณทุกท่านที่มาอวยพร ทั้งที่มาที่บ้าน ผ่านMSN ผ่านอีเมล์ ผ่านโทรศัพท์ ผ่านจดหมายและพัสดุภัณฑ์
ปีนี้ได้ของขวัญจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เป็นชุดแก้วแชมเปญ หกแก้ว สวยงาม แตกหักได้ด้วย:p
ได้แชมเปญมาด้วยหนึ่งขวด คือ Moet's White Star ยังไม่ได้เปิดเลย เพราะวันนั้นมีแชมเปญที่เปิดแล้วอยู่ในตู้สองขวด เลยดื่มอันที่เปิดแล้วกันไปก่อน
ด้วยเนื่องจากว่า นายพงษ์สินไม่รับประทานเค้ก บราวนี่ คุ๊กกี้ ฯลฯ แทนที่จะตัดเค้ก ก็เลยตัดไอติมกันแทน
ไอติมก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเค้กไอติม ไอติมวานิลลา ช็อคโกแลตง่ายๆหรอกนะ เพราะนายพงษ์สินก็ไม่กินเหมือนกัน
ได้เป็นไอติม Edy's Rainbow Sorbet ครับ หนึ่งในของหวานไม่กี่อย่างที่ยังกินอยู่
พี่น้ำตาลให้ข้าวเกรียบกุ้งมาอีกห่อ หมดไปอย่างแรกเลย ไม่น่าแปลกใจ
รูปนี้เป็นของขวัญจากผู้อื่น ที่ยังหลงเหลืออยู่ (แก้วใบอื่นก็ยังอยู่นะ)
และก็ตามสูตร ปีนี้ ผมก็มีของขวัญให้ตัวเองอีกแล้ว
ปีก่อนๆ ที่ได้จากตัวเองก็มี เครื่องคอมฯ นาฬิกา กระเป๋าตังค์ ปากกา ของสะสม
ปีนี้ก็ตามสไตล์เดิมฮะ ของใช้ ของสะสมอีกตามเคย
iPod nano กับ Love Actually's
iPod nano นี่ก็ดีนะ สีดำดี เหมือนIBM :p บางดี พกพาสะดวก แต่เพราะบางไปเลยไม่ค่อยถนัดมือเท่าไหร่
ตอนนี้ยังไม่มี support ภาษาไทย แต่ก็ดีที่มันไม่พยายามแสดงภาษาออกมาเป็นภาษาประหลาด เจออักษรไทยก็ข้ามไปเลย
ถ้าใส่ชื่อทั้งไทย ทั้งอังกฤษไป ก็ออกมาแค่อังกฤษอย่างเดียว
๒๔ แล้วครับ ปีนี้ วัยเบญจเพสของคนจีน September 01 I'm Feeling LuckyI'm feeling lucky today
วันนี้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นอีกแล้ว ดีจนทำให้อยากเขียนblogในหัวข้อนี้เลย
จริงๆแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนักหรอก
แต่เพราะโดยปกติเป็นคนที่มองเรื่องดีๆเป็นเรื่องใหญ่ มองเรื่องแย่ๆเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย
แถมชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนดวงดี (แต่ไม่เชื่อเรื่องดูดวง)
เรื่องดีๆเล็กๆน้อยๆ ก็เลยสามารถนำมาขยายเป็นเรื่องดีเว่อร์ๆได้อย่างนี้ไง
Just because I got nothing to say
เรื่องก็มีอยู่ว่า วันนี้มีนัดคุยกับอาจารย์
แต่เพราะเมื่อคืนมีเรื่องวุ่นๆนิดหน่อย งานเลยไม่ค่อยเดิน
ก็เลยไม่มีอะไรจะไปให้อาจารย์ดูเท่าไหร่นัก
แถมนอนดึกตื่นสายอีก เลยไม่มีแม้แต่เวลาจะปั่นงานก่อนเวลานัด
ขณะที่กำลังจะเริ่มกลุ้มใจจริงๆจังๆ ก็มีอีเมล์ส่งมาจากอาจารย์
"เลื่อนนัดเป็นพรุ่งนี้บ่ายสองครึ่งละกันนะ ถ้ามีอะไรเร่งด่วนก็ส่งเมล์มาก่อน"
โอ้ เย้ รอดตัวไปอีกวัน อนาถนิดๆ แต่ถือว่าโชคดีนะเนี่ย
Full of luck, always
เรื่องโชคดีเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะมีนานๆทีนะครับ มันเกิดขึ้นบ่อยมากๆ
เหตุการณ์ประเภทงานไม่เคลื่อนแต่เจอเลื่อนนัด นี่ก็เกิดขึ้นบ่อยอยู่
ตั้งแต่สมัยเรียนเมืองไทย ผมแทบไม่เคยมีปัญหาเรื่องส่งงานเลย
ไม่ใช่เพราะทำส่งตรงเวลาตลอดหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่าเวลาไม่มีงานส่ง
มันจะมีเรื่องให้ได้รอดตัวเสมอ มิสไม่มามั่ง แลกคาบมั่ง มีมิสซามั่ง น้ำท่วมมั่ง
มีครั้งนึง มีสอบเคมี แต่ไม่ได้เตรียมตัวและก็ไม่รู้เรื่องด้วย จะสอบอยู่ละ
จู่ๆก็มีรุ่นพี่มาเคาะประตู มาขอคนไปทำกิจกรรม มิสก็เลยบอกว่า
"พงษ์สิน เธอไปละกัน ยังไงสอบไปเธอก็ทำได้อยู่ดี
มิสจะไม่รวมคะแนนสอบคราวนี้ของเธอละกัน" น่าน รอดไปซะได้
พอมาอยู่เมกา เวลางานไม่เสร็จ จู่ๆก็มี president day มั่ง snow day มั่ง
โผล่มาให้รอดตัวได้เป็นครั้งไปอีก
จริงๆเรื่องพวกนี้มันก็อยู่ที่การเอาตัวรอดส่วนนึง แต่ก็เถียงไม่ได้ว่าดวงก็มีส่วนอยู่บ้าง ใช่ไหมล่ะครับ
Series of fortunate events that leads to where I am today
เวลามองย้อนไปในอดีต ก็รู้สึกทึ่งที่เหตุการณ์ต่างๆ สถานการณ์ต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่
มีอิทธืพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา และทำให้เราเป็นเราในปัจจุบัน
เอาง่ายๆ ตอนม.ปลายผมชอบชีวะกับเคมีมากกว่าฟิสิกส์นะ
แต่เพราะวันนึง นั่งรถตู้โรงเรียนไปเอแบคกับพี่พีรยสถ์
ตอนนั้นเขาอยู่ค่ายเลขโอฯ เขาก็แนะนำให้ว่าสอบฟิสิกส์โอฯ เพราะอย่างงั้นอย่างงี้
ก็เชื่อเขา แล้วก็สอบผ่าน ไปเจอสุรภาพในค่าย เลยรู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่าทุนรัฐบาลอยู่นะจ้ะ
(ผมอยู่โรงเรียนเอกชนครับ ข่าวเรื่องทุนรัฐบาลอะไรเนี่ย ไม่มีทั้งสิ้น)
เลยชวนเจไปสอบ แล้วก็เพราะเรียนอยู่สมุทรปราการ ทุนเป็นฝ่ายภูมิภาค
ก็เลยไม่ต้องไปแข่งขันโหดๆกับพวกเด็กเตรียมฯ เด็กสวนฯ
แล้วก็เลยได้มาอยู่เมกาอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
ถ้าไม่ได้ไปเอแบควันนั้น วันนี้อาจจะเดินเตะฝุ่นหางานอยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้
The luckiest day: My First day
ถึงแม้ว่าจะถือว่าตัวเองเป็นคนดวงดี แต่ถ้าถามว่าเรื่องโชคดีที่สุดในชีวิตคืออะไร
ผมก็คงตอบไม่ได้หรอก จนกระทั่งกลับบ้านไปเมืองไทยคราวที่ผ่านมา
ได้เยี่ยมญาติผู้ใหญ่คนโน้นคนนี้ ได้ฟังเรื่องสมัยก่อนที่พ่อแม่ไม่เคยเล่า
ก็ทำให้ได้รู้ว่า เรื่องโชคดีที่สุดในชีวิต ก็คือการได้เกิดมามีครอบครัวที่สมบูรณ์นี่แหละ
พ่อกับแม่ผมแต่งงานช้าครับ กว่าแม่จะตั้งครรภ์มีผมแม่ก็อายุสี่สิบละ
และก็เพราะแม่อายุมากนั่นแหละครับ ที่ทำให้การตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูง
พอตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือน ก็มีปัญหาต้องพาส่งโรงพยาบาล
เพราะว่าเข้าเตาอบไม่ได้ หมอก็แนะนำให้ทิ้งเด็ก(ผมนั่นเอง) ไม่เช่นนั้นแม่จะเป็นอันตราย
แต่แม่ไม่ยอม ก็ได้ญาติผู้ใหญ่ทำช่วยเรื่องให้
ย้ายโรงพยาบาล เปลี่ยนหมอเจ้าของไข้ ช่วยเรื่องการเดินทาง
หมอก็ยอมให้มีครรภ์ต่อไป แต่ก็ให้แม่นอนพักในโรงพยาบาลจนกว่าจะคลอด
พอตอนคลอดก็มีปัญหาอีก แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ทั้งแม่ทั้งลูก
ก็โชคดีที่ได้หมอเก่ง ที่มีญาติผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือ มีพ่อให้กำลังใจแม่
และโชคดีที่แม่มีพระคุณ อุ้มครรภ์ผมเก้าเดือน ให้โอกาสผมได้เกิดมา
ทั้งชีวิตนี้ คงไม่มีเหตุการณ์โชคดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว ขอบพระคุณครับ
Bads turn goods, anyway
(ต่อคราวหน้าละกันนะ ไปละ) August 23 รำลึกความหลัง...จากบ้านไปโรงเรียน(ตอนที่๒)ความเดิมจากตอนแรก... [อ่านได้ที่นี่]
สมัยเรียนที่เมืองไทย พงษ์สินต้องลำบากกับการเดินทางไปกลับโรงเรียนทุกเช้าเย็น
และทั้งๆที่มีทางลัด ช่วยย่นระยะทาง แต่ก็ไปทางนั้นไม่ได้ เพราะมันอันตรายมากๆ พ่อไม่ให้ไปทางนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
กลับไปเมืองไทยคราวนี้ มีโอกาสไปโรงเรียนอีกครั้ง ก็เลยถ่ายภาพถนนหนทาง จากบ้านไปโรงเรียน ให้เห็นถึงความลำบาก
และให้เพื่อนๆที่ไม่ได้ไปโรงเรียนมานานแล้ว เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน และพื้นที่ใกล้เคียงจ้า
เริ่มเดินทางจากบ้าน... บ้านผมคือสองหลังสุดท้ายทางขวามือ ที่มีต้นมะม่วงน่ะแหละ
มองจากหน้าบ้าน มองเห็นซอยอันกว้างไกลสุดลุกหูลุกตา กว่าจะไปถึงปากซอยก็ลมจับละ
พอพ้นหน้าปากซอย ก็เป็นถนนหลัก ปกติเวลาเร่งด่วนจะมีรถเยอะมากๆ อันนี้ถ่ายตอนสายๆละ
เลยมีรถอยู่โหรงเหรง ทางซ้ายมือเป็นรถเรียนอนุบาลที่ผมเรียนสมัยเด็กๆ
เห็นมั้ยล่ะว่าไกลบ้านขนาดไหน ลำบากตั้งแต่เด็กๆ ดูซิ ถนัดไปหน่อยเป็นร้านผลไม้ ร้านสโนว์บอมบ์ ร้านเจ๊นิด ร้านปณัย แล้วแต่จะเรียกกัน ถัดจากร้านปณัยมีตึกแถวสร้างใหม่ด้วยน้า ชอบเซเว่นนี้มาก เพราะมีขาย Diet Coke ฮ่าๆ เลยเซเว่นก็เป็นซอยโรงเรียน เดินไม่ไหวแล้วเนี่ย เดี๋ยวนี้โรงเรียนมีป้อมยามสองชั้นแล้วนะ พัฒนาๆ
หน้าโรงเรียนเป็นแหล่งอบายมุข มีทั้งลูกชิ้น กุยช่าย กล้วยปิ้ง ก๋วยเตี๋ยวหลอด ขนมครก
ขนมโตเกียว ขนมจีบ ซาลาเปา โรตี มาม่าผัด น้ำปั่น น้ำอัดลม การ์ตูน เกมส์ ซีดี วีซีดี รูปดารา
ไหนๆก็อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงโรงเรียนละ เข้าไปซะหน่อยละกัน
ประตูโรงเรียน มีป้ายของอัสสัมชัญ กับเซนต์โยเซฟ เพราะใช้ประตูร่วมกัน รูปปั้นนักบุญหลุยส์ ผู้ค้ำชูมูลนิธิเซนต์คาเบรียล มีเด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆมาวาดรูปไว้บนกำแพงโรงเรียน อันใกล้สุดนี่เป็นสาธิตฯเกษตรฯ สมมติว่าไอ้พื้นอิฐบล๊อคที่เห็นนั้นมีสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานกับวัตถุมวลหนึ่งกิโลกรัมเท่ากับ๐.๑ ก็ต้องเสียพลังงานถึงเกือบ ๑๐๐ จูล หรือ ๒๓.๙ แคลอรี่ ในการไถวัตถุนั้นจากประตูโรงเรียนไปถึงอาคารอำนวยการในรูปข้างล่างนี่ นี่เป็นสวนระหว่างตึกสามตึก กรงนกที่มิสเฉลิมศรีเคยไล่นักเรียนเข้าไปอยู่โดนรื้อออกไปแล้ว ตอนนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นแทน สนามกีฬาทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เขาไม่ปิดสนามบอลแล้วนะเพื่อนๆ ตอนเย็นๆจะมีสอนเต้นแอโรบิคด้วย ส่วนสนามเทนนิสก็หายไป กลายเป็นมินิมาร์ท (ถูกต้อง ย้ายอีกแล้วจ้า) ตึกสมัยที่เรียนประถม เดี๋ยวนี้นักเรียนไม่ต้องมายืนเข้าแถวตากแดดแล้วด้วยนะ เขาให้เข้าแถวหน้าห้องหมดแล้ว (จริงๆแล้วมันก็เริ่มตั้งแต่สมัยเราแล้วหรือเปล่าหว่า? จำไม่ได้แล้วแฮะ) พักเที่ยงก็อยู่บนห้องได้ เดี๋ยวนี้เลยไม่ค่อยเห็นเด็กเตะบอลตอนเที่ยงซักเท่าไหร่ ได้ยินว่านั่งดูทีวีในห้องเรียนแทน น่าอิจฉาๆ ส่วนนี่ก็เป็นตึกโรงอาหาร จำกันได้ใช่มั้ยเพื่อนๆ ที่รุ่นเรารับdiplomaกัน เดี๋ยวนี้ชั้นบนเป็นห้องเรียนภาษาแล้วนะ ส่วนที่มี"(สำโรง)"อยู่บนตึกเนี่ย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันไปอยู่ตรงนั้น สงสัยจะเป็นของเหลือจากการเปลี่ยนชื่อโรงเรียน ฮะๆ พอละๆ แวะไปทักทายครูผู้สอนซะหน่อยก่อนกลับ เดี๋ยวนี้โน่กับปัญญามาเป็นครูที่โรงเรียนละ แต่เสียดายปัญญาไม่อยู่ช่วงที่ผมกลับเมืองไทย รูปนี้ โน่กำลังยืนหลับในคุมนักเรียนอยู่ ส่วนเด็กพวกนี้ จริงๆวันนั้นมันต้องแต่งลูกเสือ ดันใส่ชุดนักเรียนมา เลยโดนทำโทษให้มาอยู่ข้างหน้าหอประชุม (ทำโทษน่ารักจริงๆ สมัยตรูนี่ ไม่เข่าพังก็ก้นระบม) ปิดท้ายด้วยรูปโรงเรียนที่ถ่ายจากกำแพงบ้าน เนี่ยถ้าใช้ทางลัดได้ จากบ้านมาโรงเรียน ลงทุนเพิ่มพลังงานศักย์ให้ตัวเองแค่ ๐.๓๙ กิโลแคลอรี่(เท่ากับ๐.๓๙ แคลอรี่ในอาหาร) ก็พอละ ใช้พลังงานน้อยกว่าที่อยู่ในไดเอ็ทโค๊กกระป๋องนึงซะอีก geeky จริงๆ... August 22 รำลึกความหลัง...จากบ้านไปโรงเรียน(ตอนที่๑)กลับไปเมืองไทยคราวนี้ ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าด้วย..
ไม่ได้ไปมานานมากๆๆ โรงเรียนอยู่ไกลมากๆๆ เดินทางไปไม่สะดวกเลย
จากบ้านไปโรงเรียนมีรถเมล์ผ่านแค่สายเดียว จะเดินไปวินมอเตอร์ไซด์ก็ครึ่งทางจากบ้านไปโรงเรียนแล้ว
แถมจราจรระหว่างทางจากบ้านไปโรงเรียนก็แย่มากๆ วันไหนมีเรียนเนี่ย
(เคยโหนรถเมล์จากหน้าโรงเรียนไปถึงหน้าซอยบ้าน... ครึ่งชั่วโมงยังไม่ผ่านโค้งแรกเลย)
ทั้งตัวผมเอง และเพื่อนที่บ้านอยู่ใกล้ๆกัน (เช่นปณัยกับอุ๊) ไปโรงเรียนสายกันตลอด ทันเพลงชาติบ้าง ไม่ทันบ้าง
กว่าจะกลับบ้านได้ ก็ต้องรอให้รถหายติด ลำบ๊าก ลำบาก
ถ้าเลือกได้ จะเลือกไปเรียนโรงเรียนที่ใกล้บ้านกว่านี้...
แต่เพราะว่ามันเลือกไม่ได้ ก็เลยต้องเรียนที่โรงเรียนนี้ ตั้งแต่ป.๑ ถึง ม.๖
อา... นานจริงๆ August 16 อวดห้องใหม่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ที่CMUมีเทศกาลย้ายบ้านคนไทย คนนั้นคนนี้ต่างก็ย้ายบ้าน พงษ์สินก็เอากับเค้าด้วยครับ เดิมก็ไม่ได้จะอยู่ใกล้โรงเรียนอยู่แล้ว คราวนี้ก็ย้ายมาให้มันไกลขึ้นไปอีก ห่างจากโรงเรียนประมาณกิโลนึง
การขายเฟอร์นิเจอร์กับการย้ายบ้านเป็นของคู่กัน การทิ้งข้าวของที่ไม่เกิดประโยชน์แต่เก็บสะสมเอาไว้เพราะเสียดายมันก็เป็นเรื่องคู่กันกับการย้ายบ้านเช่นกัน ย้ายบ้านครั้งนี้ บ้านผมทิ้ง(และบริจาค)ทั้งโต๊ะ จอคอม เครื่องครัว ชั้นหนังสือ โคมไฟ พัดลม ฯลฯ ที่น่าตื่นเต้นก็คือ ขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่ปกติจะทิ้งโดยการปล่อยไปในท่อ อยู่ชั้นห้าก็ปล่อยจากชั้นห้า แรงโน้มถ่วงของโลกจะพามันไปสู่ถังขยะที่รออยู่ที่ชั้นหนึ่งโดยอัตโนมัติ
สงสัยเพราะเป็นเทศกาลย้ายบ้าน ทุกบ้านก็ต่างทิ้งขยะ พอเปิดท่อทิ้งขยะ (บ้านอยู่ชั้นห้า) ปรากฎว่าขยะมันเอ่อมาถึงชั้นห้าครับ กองขยะสูงสิบห้าเมตร... โอว
พอย้ายเข้าห้องใหม่ก็จัดบ้านครับ ออกมาเป็นอย่างที่เห็น :D
ห้องนอน...
ห้องนั่งเล่น...
ห้องครัว...
July 17 พ่อวันก่อน นั่งดูทีวีกับพ่อแม่ แม่จองรีโมทไว้ พอโฆษณามาแม่ก็เปลี่ยนหาช่องที่ไม่มีโฆษณา เป็นเรื่องปกติที่เป็นกันทุกครัวเรือน
พ่อก็คงรำคาญที่แม่เปลี่ยนช่องบ่อยๆ เลยพูดไปว่า
"แม่ก็เปลี่ยนช่องอยู่เรื่อย ลูกเลยยังไม่ได้เห็นเจ้ากี้ขายยาทาท้องเลย"
โอววววว น่ารักมั้ย พ่อผม อิอิ June 18 กิจกรรมบนอินเตอร์เน็ตคำถามง่ายๆ
ถ้าคุณถูกบังคับให้เล่นเน็ตติดกันเป็นเวลา๑๒ชั่วโมง คุณจะทำอะไร? ห้ามทำอะไรที่เสียเงิน
สมมติว่าเลือกทำได้อย่างเดียว
แล้วสมมติอีกว่าคุณว่างสุดๆ ไม่มีงาน ไม่มีเมล์เหลือยังไม่ได้อ่าน ไม่มีภาระต้องทำอะไร
(จากนี้ไป เป็นการเดา ขอเชิญผู้ถูกพาดพิงมาแก้ไขได้)
ถ้าเป็นเล็ก คงนั่งเล่นเกมออนไลน์ไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแชร์ คงจะพัฒนาเวปเด็กดี ซื้อหุ้น
ถ้าเป็นพี่อักกับฮิม คงเล่น WoW จนเลยเวลาที่บังคับ
ถ้าเป็นพี่น้ำตาล คงนั่งอ่านบอร์ดพันตื้บ กับอ่านข่าว
ถ้าเป็นพี่xx คงนั่งคุยกับแฟน ฮ่าๆๆๆ
แต่ถ้าเป็นผม ผมจะเปิด youtube แล้วก็นั่งดูมันไปเรื่อยๆครับ
แนะนำให้ search คำว่า "doraemon" "shinchan" "anime"
ฟังไม่รู้เรื่อง? ไม่ต้องฟังรู้เรื่องครับ การ์ตูนมันทำมาให้เด็กดู เด็กญี่ปุ่นที่ดูมันยังฟังไม่รู้เรื่องเลย ดูรูปอย่างเดียวก็สนุกแล้ว
ตัวอย่างจ้า..
June 09 อาบน้ำ...(ไร้สาระ)
วิธีคลายความเครียดอย่างหนึ่งของผมคือการอาบน้ำ
ใช้ได้ผลทุกสถานการณ์ เวลาทำการบ้านไม่ได้ การอาบน้ำช่วยทำให้สมองปรอดโปร่ง ปัญหาหลายๆอย่างถูกแก้ในระหว่างการอาบน้ำ เวลาเบื่อหรือเซ็ง การนอนแช่ในอ่างก็ช่วยให้สดชื่นเช่นกัน นอกจากนี้ อาบน้ำอุ่นตอนหน้าหนาวช่วยให้ร่างกายอบอุ่น อาบน้ำเย็นตอนหน้าร้อนก็ทำให้สบายตัว
เวลาอยู่คนเดียว หรือเวลาที่ว่างๆ ผมจะอาบน้ำนานมาก วันนี้ก็เพิ่งอาบไปซักชั่วโมงครึ่ง มีความสุขจริงๆ
Methodology:
การอาบน้ำที่สมบูรณ์และนำมาซึ่งความผ่อนคลายอย่างแท้จริงมีหกขั้น ดังนี้
๑. ทำให้ตัวเปียก - เป็นการปรับอุณหภูมิของร่างกายให้พร้อมกับการอาบน้ำ สามารถร้องเพลงประกอบ เต้นแร้งเต้นกา ฯลฯ ถ้ากำลังอกหักหรือเศร้าเหงาหงอย สามารถเลียนแบบพระเอกมิวสิกใต้ฝักบัวเช่นกัน ไม่ควรยืนแช่ฝักบัวนานเกิน ๔ เพลง เพราะนิ้วจะเปื่อยก่อนเวลาอันควร
๒. สระผม - เวลาปวดหัว เครียด ง่วงนอน การสระผมช่วยให้อาการเหล่านั้นหายเป็นปลิดทิ้ง นวดหนังศรีษะไปพร้อมกับสระผม จะยิ่งสุดยอด เป็นช่วงเวลาที่ไม่สมควรร้องเพลงเพราะยาสระผมจะเข้าปาก ไม่ควรสระผมทุกวันเพราะจะทำให้หัวล้าน (ไม่รู้ว่าจริงป่าว) ควรเลือกสระวันที่ไปกินอาหารกลิ่นอบอวล เล่นกีฬาเหงื่อท่วม หรือตากฝนมา สระผมกินเวลาแป๊บเดียว ไม่ถึง๑๐นาที
๓. นวดผม - เพิ่งเริ่มทำตอนมาอยู่อเมริกา ตอนอยู่brewsterพายเรือกับพีร์และเอแล้วก็คุยกันเรื่องยาสระผมและครีมนวด พีร์บอกว่านวดผมแล้วทำให้ผมหยิกน้อยลง (พีร์และพงษ์สินมีผมหยักศก) เลยลองทำตาม เออจริง จากนั้นก็นวดมาตลอด นิโคล เทริโอบอกไว้ในรายการทีวีว่า นิโคลนวดผมทุกวัน ไม่ว่าจะสระผมหรือเปล่า เพราะชอบนิโคลก็เลยทำตาม การนวดผมสามารถทำพร้อมกับการนวดหนังศรีษะ ช่วยให้ผ่อนคลาย ระหว่างนี้สามารถร้องเพลง คาราโอเกะ เต้นลีลาศ ฝึกบทพูด คิดเลข คิดการบ้านได้ เพราะต้องรอให้ครีมนวดมันซึมเข้าเส้นผม
๔. อาบน้ำ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด กินเวลาตั้งแต่ ๓ นาที จนถึงสองชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความรักสะอาดในเวลานั้นและความยากของการบ้านหรืองานที่กำลังคิดค้างจากตอนนวดผม ควรรู้ตัวว่าต้องหยุดเมื่อสบู่หมดก้อน ระหว่างนี้ไม่ควรเต้นหรือกระโดดมากนัก เพราะอาจล้มหัวฟาดอ่างได้ ควรหยุดหลังจากนิ้วเปื่อยไม่เกิน๒๐นาที
๕. นอนแช่ เป็นการถ่วงเวลาก่อนที่จะออกไปเจอโลกภายนอกห้องน้ำ สามารถนำโจทย์การบ้าน บทความ(paper) หนังสือ นิยายห่วยๆ เลคเชอร์โน๊ต คอมพิวเตอร์ DVD เข้าไปสร้างความบันเทิงได้ ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความยากของงาน ความยาวของเนื้อหา หรือความสนุกของหนัง/ละคร แนะนำsitcomเพราะมันไม่กินเวลาเท่าไหร่ แถมสามารถหยุดได้โดยไม่เสียอรรถรส ระวังอย่าเลือกหนังสือหรือละครที่น่าเบื่อ มีสิทธิ์เผลอหลับและจมน้ำตายได้ง่ายๆ
๖. ล้างหน้า ช่วยให้ตาสว่างหลังจากนอนแช่น้ำมานาน
เขียนอะไรเนี่ย จบดีกว่า
ปล. เดี๋ยวนี้เราใช้สบู่ไม่เปลืองแล้วนะ ฮะๆๆๆ กลับไปเมืองไทย คิดว่าสามก้อนคงพอ May 15 บทความแนวทดลองหลายครั้ง หลายหน
Barnes 'n Nobles
สิ่งเล็กๆน้อยๆ สะกิดความคิดของเรา
Champs-Elysées @ Night
ถึง อดีต ปัจจุบัน ผู้คน ความสุข ความทุกข์ ฯลฯ
ห้องทำงาน โซฟา แอร์ โทรศัพท์ ผมคัน
หยุดดูตัวเอง ว่าเราต้องการอะไร
หมาสีน้ำตาลหรือกระต่ายสีเทา
คุยกับตัวเอง
แหวนกับลูกตุ้ม
หาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง
Canon in D
หยุดดูแผนที่ซักนิด น่าจะดีกว่ามั่วไปเรื่อยๆ
ก่อนที่จะหลงจนหาทางออกไม่เจอ
ปอ. 102
April 16 ผู้หญิง เวลา จินตหราเมื่อวันก่อน รู้สึกเซ็ง เลยเปิด www.youtube.com หาคลิปดูเล่น
ก็ search คำว่า "thai ad" มีโฆษณาเก่าๆของไทยประมาณ ๓ หน้า ดูจนเหนื่อย
ในจำนวนโฆษณาทั้งหมด มีโฆษณาชิ้นที่สะดุดต่อมความแปลกใจอย่างมาก
มันคือโฆษณาสบู่Lux ที่มีจารุณี ใหม่ และจินตหรา สุขพัฒน์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ (search keyword = lux2, thai, ad, จินตหรา)
มันไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เอาคุณ๓คนนี้มีพูดว่าประมาณว่า "สำหรับผิวอย่างดิฉัน ใช้สบู่ลักส์ชนิดนี้เท่านั้นค่ะ"
ที่รู้สึกแปลกใจ คือที่เรารู้สึกว่า จินตหราในโฆษณานี้ น่ารักน่ะ (โฆษณามันเก่าแล้ว สมัยนั้นเขายังเด็กอยู่ ผมไม่ได้ชอบคนแก่นะครับ)
ตั้งแต่ดูทีวี เห็นคุณคนนี้มาอย่างน้อย ๑๕ ปี ไม่เคยรู้สึกเลยว่าเขาสวยหรือน่ารัก
เพิ่งมาเห็นเอาวันนั้นจาก youtube นี่แหละ
คราวนี้ก็เลยลอง search ดูครับ เจอแฟนคลับของเขาที่ www.mamjintara.com
เออว่ะ หน้าตาดีจริงๆด้วย --" (ผมรู้อยู่ตั้งนานแล้วว่าเขาหน้าตาดี ไม่งั้นเขาไม่ดังหรอก แต่เพิ่งจะรู้ว่าเขาหน้าตาดีในมุมมองของเราด้วยนี่สิ... เข้าใจป่าวเนี่ย)
(คำว่าหน้าตาดีมันฟังดูไม่ค่อยตรง... จากนี้ไปจะใช้คำว่า ตรงสเปคละกัน... ฮ่าๆ)
สรุปว่าผมตาถั่วมา ๑๕ ปี...
ยาวนานที่สุดในชีวิตพงษ์สิน...
จริงๆแล้วเรื่องอย่างนี้มีเกิดขึ้นบ้างแล้ว เราเคยเห็นเคยเจอผู้หญิงบางคนนานๆ แต่ไม่เคยรู้สึกเลยว่าเขาตรงกับสเปคเรา บางคนรู้สึกว่าไม่สวยเลยด้วยซ้ำไป จนกระทั่งวันหนึ่งถึงจะตาสว่าง ว่าผู้หญิงแบบนี้แหละ สเปคเรา
ไม่ใช่ว่าเห็นบ่อยๆ รู้สึกชิน หน้าตาดูดีขึ้น น่ารักขึ้นนะ ไอ้อย่างงั้นมันเป็นเรื่องปกติ (หรือป่าว??)
เคยเป็นกันหรือเปล่า? หรือตูประหลาดอีกแล้ว --"???
ก่อนหน้านี้ เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้มาบ้าง แต่ก็ไม่นานขนาด๑๕ ปี มีทั้งกรณีเสปคและไม่เสปค
สมัยเด็กๆก็เป็นพวกดารา(จะไปหาใครได้อีก ตอนเด็กๆตูเรียนชายล้วน) เช่น สิเรียม นับจากสมัยดูละครตำรับรัก ใช้เวลาประมาณห้าปีในการrealizeว่าเขาสวย หรือ ป๊อบ อารียา ก็ใช้เวลาประมาณสามปีหลังจากเขารับตำแหน่งเหมือนกัน
พอโตขึ้นมา ก็เป็นเพื่อนๆจ้า (ไม่แปลกที่เราจะรู้สึกว่าเพื่อนมันหน้าตาดี ใช่มะ) มีเพื่อนม.ปลายคนนึง รู้จักกันมาเป็นปี แล้วถึงจะมารู้สึกว่ามันหน้าตาดีตอนมีคนมาจีบมันเยอะๆนี่แหละ
พอมาเมกา ก็มีเรื่องแบบนี้เหมือนกัน สามทีมั้ง
กรณีแรก เป็นรุ่นพี่คนนึง ใครๆก็ชมว่าสวยและน่ารัก ตรงไหนฟะ ผ่านไปเป็นปีๆ วันนึงเจอพี่เขาโดยบังเอิญ เออ น่ารักจริงๆด้วยว่ะ น่ารักมากด้วย จากนั้นมาเขาก็น่ารักตลอดเลย เออแปลกดี
กรณีที่สอง เป็นรุ่นน้อง ก็สนิทกันดีไม่ได้คิดอะไร ผ่านไปสองสามเดือน มีคนมาดูรูปที่ถ่ายตอนไปเที่ยว มีน้องคนนี้ด้วย
"คนนี้น่ารักดีนะ"
"น่ารักตรงไหน???" ตอนนั้นก็ยังตาถั่วอยู่
แต่สักพักก็เริ่มเข้าใจ น้องมันน่ารักจริงๆด้วยว่ะ งงไปเลย
กรณีสุดท้าย จินตหรานี่ไง สัปดาห์นี้เอง March 04 บันทึกการบริโภคมีคนแนะนำให้จดบันทึกว่ากินอะไรมั่งแต่ละวัน จะได้รู้ว่ารูปแบบการกินของเรามันแย่ขนาดไหน
๓ มีนาคา ๔๙
๑๓.๔๕น. Centrum ๑ เม็ด ตามด้วยน้ำสองแก้ว
๑๖.๐๐น. Cereal Kellogg's Special K Red Berries หนึ่งถ้วย ไม่ใส่นม
๑๖.๐๕น. ขนมปลาทอง(Gold Fish) ประมาณ ๑๐๐ กรัม
๑๗.๕๐น. Mocha Frappuchino แก้วใหญ่
๑๙.๔๐น. ข้าวสวย ข้าวเหนียว หมูย่าง หมูกระเทียม แกงปลา ไข่เจียว แกงเผ็ดเป็ดย่าง ทับทิมกรอบ
๒๒.๐๐น. Snapple Diet Lemon Green Tea
๔ มีนาคม ๔๙
๐๒.๓๐น. ถั่วอบเกลือ
๐๒.๓๕น. ไอติม Edy's Fruit Bar
๐๓.๐๐น. ไอติม Edy's Fruit Bar อีกแท่ง
๐๔.๑๐น. ไอติม Edy's Fruit Bar อีกแท่ง
๐๕.๐๐น. ไอติม Edy's Fruit Bar แท่งที่ ๔
๐๕.๔๐น. ขนมปลาทอง(Gold Fish) อีกประมาณ ๑๐๐ กรัม
.... หลับคาการ์ตูน ....
๑๔.๐๐น. Pistachio ซักอีก ๑๐๐-๒๐๐ กรัม
๑๔.๓๐น. ไอติม Edy's Fruit Bar อีกแท่ง อ้อ รสมะนาวน่ะ ลืมบอกไป
๑๘.๐๐น. น้ำมะนาวปั่น
๒๒.๐๐น. หัวหอมทอด เห็ดทอด สเต็ก มันฝรั่งทอด
๕ มีนาคม ๔๙
๐๔.๒๐น. ไอติม Edy's Fruit Bar
๑๖.๐๐น. Cereal Kellogg's Special K Red Berries หนึ่งถ้วย คราวนี้ใส่นมละ
๑๙.๐๐น. ขนมปังกับไส้กรอก
๒๓.๐๐น. Pistachio ซักอีก ๑๐๐ กรัม
๖ มีนาคม ๔๙
๐๑.๐๐น. ช็อคโกแลต พอประมาณ
๐๔.๓๐น. Pistachio ซักอีก ๕๐ กรัม
๑๒.๐๐น. พิซซ่า
๑๒.๓๐น. TGI Friday's patato skin chip
๑๘.๐๐น. wonton noodle soup, beef fried rice
๗ มีนาคม ๔๙
๐๒.๓๐น. Pistachio ซักอีก ๕๐ กรัม
๐๘.๔๕น. Cereal Kellogg's Special K Red Berries หนึ่งถ้วย กับนม
๑๒.๓๐น. Hot Dog กับ พิซซ่า
๑๘.๑๕น. ข้าวซอย October 18 Diet Cokeวันนี้ สอบ Machine Learning...
ตอนทำข้อสอบ พอคิดไม่ออก สมองก็สั่งให้ยื่นมือไปที่พื้นเฉยเลย...
...
ยื่นไปหยิบ Diet Coke
...
ทั้งๆที่มันอยู่ในกระเป๋า แรกๆก็ตัดใจ ขี้เกียจเปิดกระเป๋าน่ะ
ผ่านไป คิดไม่ออกที มือก็ยื่นที
...
เลยหยิบ Diet Coke ออกจากกระเป๋าซะเลย
เวลาคิดไม่ออก ก็ดื่มหนึ่งอึก
...
เคยเห็นCompiler Partner มันเดินออกไปสูบบุหรี่เวลาเขียนโค๊ดไม่ออก
เราก็ครือกัน แต่จากบุหรี่เป็นdiet coke
ผมจะพยายามเลิก Diet Coke ครับ
เริ่มจากลดลงเหลือวันละ 20oz ก่อนละกันนะ --"
(current consumption = 3 liters a day on weekday & 1 liters a day on weekend)
อยากให้มีน้ำผลไม้ที่เขาสกัดน้ำตาลออกจัง (มีป่าวหว่า ลองหาดูดีกว่า) October 11 วันเกิดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วUpload รูปที่พี่วินถ่ายไว้ตอนวันเกิดผมครับ ดูได้ที่ Albumนะ
ตอนเย็นวันที่สี่ กินข้าวเกาหลีใต้ดินกับพี่อ้อม พี่อัก ฯลฯ ได้รับการอวยพรล่วงหน้าด้วย
กินเสร็จ พงษ์สินก็แอบหนีไป Wine&Spirit เลือกนานมากกว่าจะตัดสินใจหยิบ champagne Piper-Heidstieck (brut) มา เพราะมันได้ratingดี ฮ่าฮ่า
พอเที่ยงคืนพี่วินกลับมาบ้าน พร้อมพวกcmu
ได้รับไอติม Edy Sherbet แทนไอติม :D ดีไม่เมื่อยลิ้น กบใจดีช่วยแบ่งแจก กบเองไม่ได้กิน โอ๋ๆ
ได้ DVD Burner เป็นของขวัญ อิอิ
น้องที่ไม่ได้มาที่บ้านมานาน ก็มาเล่นเครื่องนวดหลังของเรากับลูกบอลของพี่วิน
หยิบchampagneมาจากตู้เย็น ให้อาร์เปิดให้ (ไม่ทำอะไรเองเลยครับ ขี้เกียจมาก)
ขอบคุณมากๆค้าบบบบ ทั้งคนที่มาที่บ้าน msnมา โทรมา ฯลฯ ขอบคุณสำหรับของขวัญด้วย;) |
|
|