| Pongsin's profilePongsin's EncomiumPhotosBlog | Help |
|
|
February 03 หนึ่งปีมีกี่วินาที?ไปทำการหาข้อมูลเรื่องพระจันทร์หมุนรอบตัวเอง ได้ฟื้นฟูความรู้ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และภูมิศาสตร์มานิดหน่อย ยังนึกไม่ออกว่าจะเรียบเรียงยังไง ดองไว้เขียนวันหลังละกัน
ระหว่างที่ทำการหาข้อมูล เพิ่งรู้วันนี้นี่แหละว่า Unix Epoch time มันต่างจาก UTC (Coordinated Universal Time ซึ่งคือเวลาที่พวกเราใช้กัน) ยังไง ขนาดไหน ตอนแรกก็นึกว่าแค่เอามาลบกับ 1 January 1970 เฉยๆ แล้วเทียบบัญญัติไตรยางค์ ทำให้รู้สึกว่า พอกลับไปเป็นอาจารย์สอนแล้ว จะเอาเรื่องพวกนี้ไปเล่าให้นักเรียนฟังคาบแรก แล้วพอสอบก็ออกโจทย์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เป็น extra credit ไปเลย ฮ่าๆ
สงสัยว่าตั้งโจทย์ยังไงถึงจะหลอกเด็กได้อ่ะ สมมติว่ามันลอกกันไม่ได้
วิธีทำ: ให้บอกว่า จำนวนสองจำนวนเท่ากันหรือไม่
๑. จำนวนวันในปีค.ศ. ๒๐๐๐ กับ จำนวนวันในปีค.ศ. ๒๐๐๕
๒. จำนวนวันในปีค.ศ. ๒๐๐๑ กับ จำนวนวันในปีค.ศ. ๒๐๐๕
๓. จำนวนชั่วโมงในปีค.ศ. ๒๐๐๐ กับ จำนวนชั่วโมงในปีค.ศ. ๒๐๐๕
๔. จำนวนชั่วโมงในปีค.ศ. ๒๐๐๑ กับ จำนวนชั่วโมงในปีค.ศ. ๒๐๐๕
๕. จำนวนวินาทีในปีค.ศ. ๒๐๐๐ กับ จำนวนวินาทีในปีค.ศ. ๒๐๐๕
๖. จำนวนวินาทีในปีค.ศ. ๒๐๐๑ กับ จำนวนวินาทีในปีค.ศ. ๒๐๐๕
เฉลย: ๑.ไม่เท่า ๒.เท่า ๓.ไม่เท่า ๔.เท่า ๕.ไม่เท่า ๖.ไม่เท่า
ด้วยความหวังอย่างแรงกล้าว่าเด็กจะตอบข้อสุดท้ายผิด เพราะจริงๆแล้วปี ๒๐๐๕ มีจำนวนวินาทีมากกว่า ปี๒๐๐๑ (มีปกติ) ไป ๑ วินาที เนื่องจากมีการปรับเวลาให้ตรงกับการหมุนรอบตัวเองของโลก ที่หมุนช้าลงเรื่อยๆ
วินาทีที่เพิ่มเข้าไปเรียกว่า อธิกวินาที(leap second) เติมเข้าไปก่อนวินาทีปีใหม่ หรือบางปีก็ก่อนวินาทีแรกของเดือนกรกฎาคม (แสดงว่าเวลา countdown ปีนั้น คนส่วนใหญ่ก็นับผิดกันไปวินึงสิเนี่ย) นับจากปีค.ศ.๑๙๗๒ มาถึงปัจจุบัน มีการเติมอธิกวินาทีเข้าไป ๒๓ วินาทีละ
ปัญหาของการเติมวินาทีมีให้เห็นอยู่ตลอด เช่นbugในโปรแกรมที่programmerไม่รู้ว่า computer clock time มันไม่ตรงกับ UTC (หรือที่ไอ้เครื่องเรามันเรียก GMT น่ะแหละ จริงๆแล้วมันก็ไม่เหมือนกันอีก เฮ้อ)
ดูซิ เหมาะจะเป็นโจทย์ข้อสอบคอมจะตาย แต่ต้องหาวิธีเรียบเรียงโจทย์ให้มันไม่มีพิรุธ(ข้างบนนี่มีพิรุธสุดๆ) ทำไงดีน้า February 01 กุมภาพันธ์ February février febrero февраль Φεβρουαρίου 二月Hattrick จ้า หลังจากที่ไม่ค่อยได้เขียน blog ในช่วงหลายนัดที่ผ่านมา คืนนี้พงษ์สินซัดไปสามแล้วครับ
เม็ดนี้เป็นเรื่องของเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก เดือนที่สั้นที่สุดในรอบปี
เรื่องที่จะเล่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความรัก แต่เป็นเรื่องของความสั้นของเดือนนี้ จริงๆแล้วเป็นเรื่องของทุกเดือนนั่นแหละ อยากเขียนมาตั้งนานละ
สมัยมัธยม ผมเคยอ่านเรื่องของปฏิทินและการกำหนดชื่อเดือน สนุกดี จะเล่าแต่เรื่องเดือนละกันนะ เรื่องวัน กับ สัปดาห์ด้วยนี่คงไม่ไหว หาอ่านเองละกัน
[อ้างอิงเนื้อหาจาก wikipedia: http://en.wikipedia.org/wiki/Julian_calendar]
ปฏิทิน: แต่ละประเทศก็มีปฏิทินของตัวเอง แต่ปฏิทินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเป็นปฏิทินโรมัน ซึ่งมีประวัติแบ่งเป็น 5 ยุคด้วยกัน (ไม่พูดเรื่อง leap year ละกันนะ วุ่นวาย)
1. greek lunar calendar: มีสิบเดือน martius(31), aprilis(30), maius(31), iunius(30), quintilis(31), sextilis(30), september(30), october(31), november(30), december(30)
ทำไมแต่ละเดือนมีจำนวนวันเท่านี้ก็ไม่ทราบได้ ปีนึงฤดูหนาวยาวประมาณ 61 วัน ไม่มีปฏิทินช่วงนั้น สงสัยคนกรีกโรมันสมัยก่อนจำศีลกัน
ชื่อสามเดือนแรกเป็นชื่อที่อุทิศแด่เทพเจ้า เดือนที่เหลือเป็นภาษาละติน แปลว่า เดือนที่สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ มักง่ายเนอะ
ส่วน i กับ j แล้วก็ u กับ v เนี่ยเมื่อก่อนมันเป็นตัวเดียวกัน
คราวนี้คงไม่แปลกใจแล้วเนอะ ว่าทำไม octagon = แปดเหลี่ยม แต่ทำไม october ถึงเป็นเดือนสิบ
2. roman lunar calendar: และแล้วพวกเขาก็เลิกจำศีลในฤดูหนาว กษัตริย์ Numa Pompilius เติมเดือนอีกสองเดือนเข้าไป เป็นเดือน 11 กับ เดือน 12 ชื่อว่า ianuarius, februarius เป็นชื่อที่อุทิศแด่เทพเจ้าอีกเช่นกัน จำนวนวันของเดือน martius ถึง februarius คือ 31,29,31,29,31,29,29,31,29,29,29,28
เพราะว่ามันมีแค่ 355 วัน เกือบทุกๆปีเว้นปี จะมีการลดจำนวนวันในเดือนสุดท้าย februarius เป็น24วัน และเติมเดือนที่13 'mercedonius' เข้าไป ยาวประมาณ 27 วัน การตัดสินว่าจะเติมเดือนที่13นี่หรือเปล่าเป็นการตัดสินใจพระสันตะปาปาแห่งโรม (ตำแหน่งเดียวกับ pope ในปัจจุบัน แต่นี่เป็นสมัยก่อนคริสตกาล)
mercedonius แปลว่า ค่าจ้าง เพราะเป็นช่วงที่คนได้รับค่าจ้าง งงเหมือนกันว่าทำไมไม่ตั้งชื่อแด่เทพเจ้าอีกเนอะ
นี่เป็นเหตุผลง่ายๆว่าทำไมเดือนกุมภาพันธ์ถึงเป็นเดือนที่มีจำนวนวันไม่เท่ากันในแต่ละปี แทนที่จะเป็นเดือนสุดท้ายอย่างธันวาคม ก็เพราะว่ากุมภาพันธ์เคยเป็นเดือนสุดท้ายมาก่อนนี่เอง เดือนแรกของปีมีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง 153BC 1st of Ianuarius ก็นับเป็นวันปีใหม่
3. julian calendar: เพราะว่าตำแหน่งพระสันตะปาปาแห่งโรมคิดเป็นวาระ ไม่ใช่เป็นกันตลอดชีวิต พระสันตะปาปาที่อยากอยู่ในตำแหน่งนานอีกนิดนึงก็มักจะเพิ่มเดือนที่สิบสามเข้าไปในปีที่ตัวเองอยู่ในอำนาจ ปฏิทินโรมก็เลยมั่วซั่ว พอมาถึง 46BC Julius Caeser พระสันตะปาปาคนดังก็ทำการเปลี่ยนปฏิทินครั้งใหญ่ ให้มีสิบสองเดือนทุกปี โดยการเปลี่ยนจำนวนวันของเดือน ianuarius-december เป็น 31, 29, 31, 30, 31, 30, 31, 30, 31, 30, 31, 30 และให้กุมภาพันธ์มี 30 วัน ในทุกๆ 4 ปี
4. julian calendar with new names: หลังจากสมัยของ Caesar จักรวรรดิ์โรมันก็เปลี่ยนชื่อเดือน quintilis ซึ่งเป็นเดือนเกิดของ Julius Caesar เป็น iilius เพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตผู้นำ และมีการเปลี่ยนชื่อเดือน sextilis เป็น augustus เพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกี่ยวข้องกับ Augustus Caesar. หลังจากนั้น ผู้นำยุคต่อๆมาก็พยายามเป็นชื่อเดือนตามใจตนเองเป็นว่าเล่น แต่เพราะบารมีไม่พอ เดือนต่างๆก็เลยมีคงชื่ออย่างที่เห็นมาจนถึงปัจจุบัน
มีทฤษฎีโดย Sacrobosco กล่าวไว้ด้วยว่า จริงๆแล้ว คนที่เปลี่ยนชื่อเดือน sextilis เป็น augustus คือตัว Augustus Caesar เอง และเพื่อไม่ให้น้อยหน้า Julius Caesar ผู้เป็นญาติ เลยดึงวันหนึ่งวันจาก februarius มาใส่ใน augustus คราวนี้จะให้เดือน iilius, augustus, september มี 31วันติดกันสามเดือนก็ไม่ได้ เพราะมันไปกระทบระบบวันตามจันทรคติ สุดท้ายแล้วจำนวนวันในแต่ละเดือนของ julian calendar เลยเป็น 31, 28, 31, 30, 31, 30, 31, 31, 30, 31, 30, 31
5. gregorian calendar ไม่เปลี่ยนอะไรเลย เปลี่ยนแค่ว่า แทนที่จะมี leap year (กุมภาพันธ์มี 29 วัน) ทุกๆสี่ปี ก็เปลี่ยนเป็นทุกปีค.ศ.ที่หารสี่ลงตัว แต่หารร้อยไม่ลงตัว แต่ถ้าหารสี่ร้อยลงตัวก็โอเค (สับสนอ่ะดิ ไม่รู้จะเขียนยังไงนี่นา เข้าใจแหละ เนอะๆ) November 13 Sound of Silenceวันก่อนฟังเพลง The Sound of Silence ของ Simon and Garfunkel
"...
And in the naked light I saw
Ten thousand people maybe more People talking without speaking People hearing without listening People writing songs that voices never shared No one dared Disturb the sound of silence ..." ฟังแล้วทำให้นึกถึงสมัยตอนเรียน Postgrad ที่ Peddie (หกปีมาละ)
ในหนังสือ yearbook มีหัวข้อโหวตว่าคนไหน "Speak Less, Talk More" กับคนไหน "Talk Less, Speak More"
(จำไม่ได้แน่นอนว่าขึ้นหัวข้อว่ายังไง แต่ก็ประมาณนี้แหละ)
ตอนนั้นก็ถามรูมเมทว่า มันหมายถึงคนประเภทไหนหรอ
รูมเมทบอกว่าอย่างแรงคือพวกชอบพูดเพ้อเจ้อ อย่างหลังคือพวกพูดมีสาระ
ภาษาอังกฤษวันละสี่คำ วันนี้เสนอคำว่า talking, speaking, hearing (การได้ยิน) และ listening (การฟัง)
(อันนี้ไม่มีแหล่งอ้างอิงแน่นอนครับ ฟังหูไว้หูละกัน เขียนไปตามประสบการณ์ ถ้าคิดว่าไม่ถูกตรงไหนก็แนะนำกันมานิ)
speaking ต่างกับ talking ตรงที่ว่า อย่างแรกมันคือtalkที่เป็นเรื่องเป็นราวครับ มันมีแบบแผนและลึกซึ้ง และมันเกี่ยวข้องกับการสื่อสารมากกว่า talk ทั่วๆไป
เวลาคุณ talk คุณอาจจะไม่ได้ต้องการให้ผู้ฟังเข้าใจก็ได้ครับ แต่เวลา speak คุณต้องการจะบอกอะไรกับผู้ฟัง มีการสื่อสาร มีการสนทนา
สรุปว่าtalkมันมีความหมายที่กว้าง ในขณะที่ speak มีความหมายที่เจาะจงกว่าครับ
listening กับ hearing ก็ต่างจาก speaking กับ talking ในทำนองเดียวกันครับ
สองคำนี้ต่างกันชัดเจน เพราะความหมายในภาษาไทยก็ต่างกัน คุณได้ยินเสียงเพลง แต่คุณอาจจะฟังมันไม่รู้เรื่องครับ
ดังนั้น listen to a song จึงต่างจาก hear a song ครับ อย่างแรกต้องใช้สมาธิมากกว่า
อย่างหลังเนี่ย คุณแค่เดินผ่านร้านอาหารที่เปิดเพลงคลอๆ คุณรู้ว่าเขาเปิดเพลงอยู่ แต่คุณไม่ต้องสนใจฟังก็ได้
ที่น่าสนใจคือการเลือกใช้คำเหล่านี้ครับ ลองดูตัวอย่าง
- Communication skills: listening and speaking สังเกตได้ว่าจะไม่มีโรงเรียนไหนสอน hearing and talking ในการเรียนภาษาครับ
- Judge hearing: เป็นกระบวนการที่ศาลรับฟังคำร้องครับ เป็นขั้นตอนก่อนการ trial กระบวนการก็ไม่formalมากนัก เลยใช้ hearing ไม่ใช่ listening
- ในDVDหนังใหม่ๆ คุณจะสามารถเลือก subtitle ได้ครับ หนังที่เป็นภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ ก็มีsubtitleให้เหมือนกัน subtitle ที่เห็นจะมีทั้ง English และ English for Hearing Impaired สิ่งที่แตกต่างระหว่างสองชนิดคือ บทบรรยายเสียงประกอบครับ ใน subtitle แบบ English for Hearing Impaired เราจะเห็น "[soundtrack plays]" หรือ "[knocking on the door]" เป็นบทบรรยายอยู่ ส่วน English เฉยๆ จะมีแต่ส่วนของบทพูดครับ ทำไว้สำหรับภาษาอื่นและสำหรับคนที่ฟังภาษาอังกฤษไม่คล่อง September 18 Polarizationวันนี้ เดินเข้าออฟฟิศ เปิดจอคอม...
เอ๊ะ ทำไมไม่เห็นภาพ
สวิตช์ก็ติดนี่นา
พอเอียงคอจะดูข้างหลังจอ... เอ๊ะ ภาพมาแว๊ปๆ
เอียงคอไป เอียงคอมา โอ้โห จอ LCD กับทำ full polarization กับแว่นตาดำที่บังเอิญใส่ไปด้วย
ปกติแล้ว polarization ของแว่นกันแดดมันจะไม่เกิดกับ LCD หรอกครับ เพราะคุณคงไม่เอียงคอไปมาเวลาทำคอมฯ
แต่บังเอิญว่าผมไปเปลี่ยนแนววางจอคอมฯ ก็เลยเห็น Polarization ไปเต็มๆ
จากที่ไม่เคยสนใจมาก่อนว่า LCD มันทำงานยังไง ก็เริ่มมาสนเอาตอนนั้นนั่นแหละ
Blog วันนี้ เลยมีชื่อว่า Polarization เป็นหนึ่งในblog geekๆ จากคนgeekๆ
Polarization คือ ?
ปกติแล้วคลื่นแสงจะมีการvibrateในทิศตั้งฉากใดๆกับทิศทางการเคลื่อนที่ของมัน
สมมติว่าแสงเดินทางจากแกน -z ไป +z มันก็จะมาการvibrate จากทั้งแนวขนานกับแกน x, แกน y, และเส้นตรงใดๆที่ขนานกับระนาบ z=k, k เป็นค่าคงที่
การ polarize คือการตัดแนวการ vibrate ของแสงให้เหลือแค่แนวเส้นตรงเดียว
ก็คือ จากเดิมเป็น * ก็กลายเป็น | หรือ - หรือ / หรือ \
อุปกรณ์ที่ใช้ในการ polarize แสง เราเรียกว่า polarizer
และตัวอย่างของ polarizer ในชีวิตประจำวันก็คือ แว่นกันแดด
polarized sunglasses จะpolarizeแสงในแนวตั้งฉากกับพื้นโลก (ถ้าเราแสนแว่นแล้วยืนตรง)
ถ้าเอาแว่นกันแดดสองอันมาซ้อนกัน แล้วหมุนๆ ก็จะเห็นว่าแสงที่ผ่านมันจะขึ้นอยู่กับมุมระหว่างแว่นทั้งสองอัน ถ้าไม่เคยรู้ก็ลองไปทำดู (รูปนี้มาจาก http://physics.usc.edu/~bars/100/Fall2001/lecture22.htm)
การทำงานของ LCD...
เอาเป็นว่า LCD มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 layer ละกัน
อันแรกคือ polarizer ในแนวนอน
อันที่สองคือ ชั้น liquid
อันที่สามคือ polarizer ในแนวตั้ง
ก็คือ ถ้าไม่มีชั้น liquid มันก็ไม่มีแสงโผล่ออกมาครับ เพราะ polarizer สองอันมันบล๊อคแสงไปหมด
นั่นคือ แสงผ่าน polarizer อันแรกมาเป็นแนวนอน พอมันมาเจอpolarizer แนวตั้ง มันก็ผ่านไม่ได้
แต่พอมี liquid และมีไฟฟ้าไปทำปฏิกิริยากับ liquid มันจะเปลี่ยนแนวของ polarized light ray ไป 90 องศา นั่นคือ แสงผ่าน polarizer อันแรกมาเป็นแนวนอน โดน liquid เลยเปลี่ยนเป็นแนวตั้ง พอมันมาเจอpolarizer แนวตั้ง ก็เลยผ่านไปสบาย คราวนี้ภาพจะออกมายังไง ก็อยู่ที่ใส่ liquid กับการจ่ายไฟละ (รูปนี้มาจาก http://www.kuraray.co.jp/en/release/2004/040202.html) ![]() ก็เลยทำการทดลองง่ายๆกับจอ LCD ด้วย แว่นกันแดด นี่คือแว่น... นี่คือจอ LCD เวลามองผ่านแว่นในแนวปกติ เอียงคอนิดๆ เอียงคอเยอะๆ นอนไปเลย จบละ March 08 หัวล้านไทย[ข้อมูลจาก www.samgler.com]
วันก่อนคุยกับสัมพันธ์เรื่องลักษณะของคนหัวล้าน วันนี้ก็เพิ่งเห็นโฆษณาของHarryอีก (ดูได้จาก www.kosanathai.com) เลยโพสต์เรื่องนี้ซะเลย ไม่ได้มีเจตนาล้อเลียนผู้ใดนะจ้ะ
ตำราไทยกล่าวถึงหัวล้าน ๗ ประเภท มีชื่อคล้องจองกัน (ตามสูตร) ดังนี้
ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกหางฟาด ราชคลึงเครา
หัวล้านที่หลุดออกนอกแบบดังกล่าว เรียกกันว่า "หัวล้านนอกตำรา"
ในหนังสือสามเกลอ(พล นิกร กิมหงวน) ของ ป. อินทรปาลิต นิกรเพิ่มประเภทของหัวล้านเข้าไปอีก ๗ ประเภท คล้องจองกันอีกนั่นแหละ
เกาะไหหลำเพ่งพิศ พระอาทิตย์ชิงดวง หายห่วงไม่ต้องหวี ราศีขุนนาง ขุนช้างกลับชาติ สุริยคราสแดงระเรื่อ ชาติเชื้อลูกมะอึก
คำอธิบายของเจ็ดประเภทแรก และภาพประกอบ (จาก http://www.rosenini.com/thaihumanimagery ซึ่งจัดทำเพื่อพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จ.นครปฐม) อยู่นี่จ้า
๑. ทุ่งหมาหลง - คือหัวล้านอย่างมากจนหากนำตัวอะไรไปปล่อยลงตรงกลางหัว ตัวอะไรนั้นจะกำหนดที่หมายไม่ได้เลยว่าทิศไหนเป็นซ้ายขวาหน้าหลัง เรียกว่าถ้าเป็น ทุ่งก็มองไปจรดขอบฟ้าได้ทุกทิศ ไม่มีที่หมายให้รู้เมื่อเอาหมาไปปล่อยก็ ต้องหลงหาทางกลับไม่ได้ นับเป็นล้านตกขอบ มีผมเฉพาะตรงตีนผมเท่านั้น ๒. ดงช้างข้าม - คือหัวล้านเป็นทางจากหน้าผากไปถึงท้ายทอย อาจมีสัณฐานเหมือนแม่น้ำที่มีปากน้ำอยู่เหนือหน้าผากก็ได้ หากเปรียบผมเป็นดงรอยหัวล้านก็เปรียบเป็นทางเดินของช้าง ความกว้างของทางจะมากน้อยแคบกว้างเท่าไรก็ได้ แต่จะไม่ตกขอบ คือช้างยังมองเห็นแนวป่าอยู่ทั้งสองข้าง หากไม่เห็นแนวป่าก็จะเข้าแบบทุ่งหมาหลง ๓. ง่ามเทโพ - คือล้านเถิกเข้าไปสองข้างขมับ มีผมอยู่ตรงกลางเหนือกระหม่อมไปจนถึงด้านหลัง ๔. ชะโดตีแปลง - คือล้านที่เป็นวงกลมกลางกบาล มีผมโดยรอบทั้งซ้ายขวา หน้าหลังเหมือนปลาชะโดตีแปลงจนน้ำกระเซ็นออกไปรอบทิศหาก น้ำน้อยจนเกือบเป็นโคลนตมแล้วชะโดตีแปลงก็จะมีส่วนน้ำขังเป็นวงกลม ล้านแบบนี้จึงต้องมองด้านบนจึงจะชัดเจน ๕. แร้งกระพือปีก - คือล้านที่เถิกเข้าไปสองข้างขมับลึกเข้าไปโอบกระหม่อม ไปต่อกับด้านหลัง เหลือกระจุกผมอยู่เพียงด้านหน้าเหมือนโดนปีกมากระพือรวมไว้ ๖. ฉีกหางฟาด - ล้านแบบนี้หมายความว่าล้านไม่เลื่อมคือยังมีผมบางๆอยู่ อุปมาเหมือน ฉีกหาง(ปลาหรือวัว) ฟาดลงไปจะเห็นเป็นเส้นเป็นแนวอยู่ ส่วนที่เป็นเวิ้งผมอาจมีขอบรูปหางไปจนจรดท้ายทอยก็ได้ ๗. ราชคลึงเครา - หมายถึงล้านแบบต่างๆที่กล่าวมาแล้ว เพียงแต่เพิ่มว่า มีหนวดและเครากดเกินธรรมดาเข้าไป คนหัวล้านชนิดนี้จะมีขนหน้าอกอีกต่างหาก ตัวในเรื่องที่มีลักษณะล้านอย่างนี้ก็คือ "ขุนช้าง" อย่างที่มีคำบรรยายว่า "หัวล้านอกขนแต่เกิดมา" หุ่นขี้ผึ้งเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งในงานแสดงที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จ.นครปฐม ชุด "หัวล้านชนกัน" การเล่นหัวล้านชนกันซึ่งเป็นการละเล่นของผู้ใหญ่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชดังปรากฏในวรรณคดี เรื่อง สมุทโฆษคำฉันท์ ได้กล่าวถึงการเล่นหัวล้านชนกันไว้ในการเล่นเบิกโรงด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเล่นหัวล้านชนกันเป็นการละเล่นที่นิยมเล่นมาตั้งแต่สมัยนั้น August 24 Animation Wallpaper on Sony Ericsson z500aหลังจากได้สายต่อ USB สำหรับมือถือ Sony Ericsson (เช็คเมล์ตอนตีสามวันอาทิตย์) พงษ์สินก็จัดการทำ Wallpaperไปสามอัน กับ Ringtoneประมาณสิบกว่าอัน... (ทำถึงเก้าโมงเช้า ฮ่าฮ่า ไม่ต้องนอนกันเลย)
ตอนนี้ มือถือกลายเป็น Pongsin's custom cellphone ไปเรียบร้อย เช่นเดียวกับแลปท๊อป
นอกเรื่อง : Pongsin's custom MS Windows
เพราะเป็นพวกยึดติด MS Windows ของพงษ์สินเลยต้องมีหน้าตาเหมือน Windows 2000, Extra large mouse cursor, Desktop contains My Computer, My Document, but no Network Places, ต้องมี Quick Launch ซึ่งมี "Show Desktop" อยู่ขวาสุด IE ถัดมา ตามด้วย My Documents, กด Ctrl-T เปิด PUTTY, มี pscp.exe อยู่ใน PATH, Winamp โผล่แต่ตรง Notification Area นึกไม่ออกแล้ว
ตอนนี้มือถือของเรามี Wallpaper นิโคล ที่เอามาจาก Nicole Kapolo Club Karaoke... กับ Ringtone กะโปโล ใครได้ยินได้เห็นก็พากันถอนหายใจ (ทำไมอ่า)
ตอนแรกกะว่าจะโพสต์ Wallpaper ที่ทำขึ้นบน MSN Spaces แต่เพราะมันผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ เลยไม่โพสต์ดีกว่า
พูดถึงกฏหมายลิขสิทธิ์ รู้หรือเปล่าว่า การก๊อปเทป (แบบที่เราทำกันตอนเด็กๆ) การก๊อปซีดี โดยไม่ได้รับอนุญาติจากเจ้าของลิขสิทธิ์แม้ว่าจะทำฟังเอง มีโทษปรับ 20,000-200,000 บาท ส่วนพวกที่ทำเพื่อการค้าขายมีโทษปรับ 100,000-800,000 บาท การเผยแพร่สู่สาธารณชน ก็มีโทษปรับเท่ากัน ดังนั้น การที่เจ้าของร้านเปิดเพลงในร้านอาหาร ถ้าไม่ได้รับอนุญาติก็มีสิทธิ์โดนปรับได้เหมือนกัน แม้จะเป็นแผ่นแท้ก็ตาม
ส่วนคุณ mp3แผ่นก๊อป เนี่ย... ถ้าคนทำโดนจับคาหนังคาเขา จะโดนปรับ = จำนวนเพลง x ค่าปรับต่อรายการ = ฮ่าฮ่า
แต่คนทำคงไม่โดนจับหรอก เหอเหอ
คนที่โดนจับเลยเป็นคุณเจ้าของร้านอาหารที่เปิดเพลงโดยไม่ได้รับอนุญาติ เพราะไม่มีอิทธิพลพอ
กลับไปเมืองไทยคราวที่ผ่านมา รู้สึกหงุดหงิดไอ้mp3แผ่นก๊อปมาก :(
สมัยอยู่ม.ปลาย ร้านเทปซีดีแบบราคาขายส่ง(เช่น CAP) มันมีเกลื่อนเลย
เดี๋ยวนี้โดนไอ้mp3มาทำลายตลาด ร้านพวกนี้เลยขาย(relatively)แพงขึ้นหรือไม่ก็ขายmp3มันซะเลย
เมื่อก่อนพวกร้านขายส่งขายถูกกว่า แมงป่องกับImagine ประมาณ 15บาท(เทป) ส่วนซีดีนี่ประมาณ 35-50บาท
เวร เดี๋ยวนี้แทบทุกร้านขายที่ราคาพอๆกับแมงป่องกับImagineเลย
Section เพลงตามร้านต่างๆก็ลดลงเหลือจิ๊ดเดียว Sectionคาราโอเกะกับหนังกลับใหญ่แทน
จริงๆก็เคยซื้อแผ่นmp3 อ่ะนะ เคยซื้อมาสองแผ่นตอนอยู่ม.4
ข้อดีของ mp3 คือมันทำให้ซีดีเพลงถูกลง จากเมื่อก่อนซื้อที่CAPราคา236บาท(ปก 290 มั้ง ต้องกลับไปดูที่บ้าน) เดี๋ยวนี้เหลือ 125บาท (ปก 155) ลดไปครึ่งนึงเลย
ข้อเสียคือมันทำให้หาร้านที่ขายซีดีไม่เจอ ซีดีเก่าหน่อยมันก็ขาดตลาดแล้ว เมื่อก่อนซีดีที่ออกมาแล้วสองปีก็ยังมีขายทั่วเมือง
ข้อดีอีกอย่างคือ เพลงเก่าๆเป็นmp3ก็มีอยู่มาก เพลงพวกนี้หาตามร้านไม่มีแล้วอ่ะ
สรุปว่าไม่เห็นด้วยกับพวกแผ่นmp3เพลงก๊อป แต่จะดีใจมากถ้าค่ายเทปมันรวมเพลงที่มันทำในปี1995(เป็นต้น)ทุกเพลง มาอยู่ในmp3 แล้วเอามาขาย (มันทำเป็นAudio CD ไม่ได้อยู่แล้ว ขายทุนตาย) พวกเพลงพิเศษก็เหมือนกัน น่าจะเอามาขาย เพลงประกอบโฆษณาอะไรอย่างนั้น เช่น อยากได้เพลงโชคดีที่โชคร้าย ของเสรี ภู่ระย้า อะไรอย่างงี้ ตูจะไปหามาจากไหนเนี่ย ค่ายเทปจ๋า
ชอบร้านแม่ไม้เพลงไทย เขาช่วยรักษาเพลงเก่าได้ดี อยากรู้ว่ามีร้านคล้ายๆแม่ไม้เพลงไทยแบบของ Grammy RS Bakery มั่งหรือเปล่า หรือจะต้องรออีกสามสิบปี :S August 21 Cingular on my Nokia 6800เพิ่งไปเปลี่ยน plan มือถือ จาก AT&T เป็น Cingular พร้อมรับมือถือใหม่มา...
มือถือเก่าคือ Nokia 6800 ส่วนอันใหม่คือ Sony Ericsson Z500a
SIM อันใหม่ของ Cingular ใช้กับ Nokia 6800 ไม่ได้ เพราะเครื่อง 6800 ถูกล๊อคมาให้ใช้กับ AT&T อย่างเดียว
เพราะมือถือเก่ามันใช้ง่ายกว่า บวกกับความเป็นคนยึดติดอย่างรุนแรง
ก็ลองใช้โปรแกรมของ nokiafree.org
เป็นตัว generate โค้ดสำหรับ unlock มือถือ
แค่ใส่ Serial Number กับ Provider มันก็ generate โค้ดมาให้
พิมพ์เข้าไป มือถือก็ใช้กับ SIM อะไรก็ได้แล้ว ง่ายจัง
ตอนนี้เลยใช้มือถือเก่าอย่างมีความสุข
เปรียบเทียบมือถือสองรุ่น...
(ประสบการณ์การใช้โนเกีย=สิบห้าเดือน, โซนี่=หนึ่งชั่วโมง)
ขนาด: อ้วนพอๆกัน โนเกียสูงกว่า โนเกียพอดีมือกว่า อาจจะเป็นเพราะเคยชินกว่าก็ได้
ริงโทน: โซนี่ดังกว่า โนเกียเสียงใสกว่า แต่ทำได้แค่ PolyTone โซนี่ทำได้ถึง TrueTone
สัญญาณ: ไม่ทราบ ใช้ไปแค่ชั่วโมงเอง
ของเล่น: โซนี่ถ่ายรูปได้ เล่นmp3ได้ น่าเล่นกว่า Wallpaperเป็นanimationได้
ปุ่ม: โนเกียใช้ง่ายกว่ามาก กดง่ายกว่า ใช้โซนี่ไปแป๊บเดียวก็เมื่อยแล้วอ่ะ โซนี่ปุ่มเยอะเกิน redundant
vibrate: สั่นพร้อมดังได้ทั้งคู่ โซนี่สั่นไม่แรง สงสัยเพราะมีกล้อง ไม่อยากให้กระเทือนมากมั้ง
สรุป: ด้วยความเป็นคนยึดติด เชื่อว่า Nokia 6800 ดีกว่า แต่พรุ่งนี้จะลองแต่ง Ringtone กับ Wallpaper(ด้วยความยึดติด คงจะเป็นนิโคลกับKOR เหมือนเดิม) สำหรับ Sony Ericsson Z500a แล้วลองใช้ซักสัปดาห์ ถ้ารู้สึกเฉยๆจะปล่อยเกาะมัน August 03 เรื่องของ Adamเมื่อสักครู่คิดโน่นคิดนี่อยู่ดีๆ ก็นึกไปถึงเรื่องของ Adam กับ Eve ใน Garden of Eden
คือสงสัยว่า ถ้า Adam เป็นมนุษย์คนแรกจริงๆแล้ว เรื่องของ Adam ในสมัยนั้น ถูกถ่ายทอดต่อมาถึงปัจจุบันได้ยังไง
(ประโยคอันนี้อยู่ในรูป P -> Q โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
คิดๆไปแล้ว คงต้องมีปัจจัยต่อไปนี้
1. ภาษา(Language)ต้องเกิดขึ้นในช่วงที่ Adam มีชีวิตอยู่ (หรือก่อนหน้านั้น?) (ภาษาในที่นี่คือสิ่งที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องของ Adam นะจ้ะ ไม่ใช่ที่ God ใช้ติดต่อกับ Adam เรา assume ว่า God สามารถโทรจิตกับ Adam ได้)
หรือ
2. มีหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ (ข้อนี้ ตัดทิ้งไป เพราะคนปัจจุบันมันยังไม่รู้เลยว่า Garden of Eden อยู่ตรงไหน)
หรือ
3. ในอนาคตมี ไทมแมชชีน คนในอนาคตเดินทางมาในอดีต เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วก็เลยมาบอกต่อ ไปๆมาๆก็เรื่องนี้ก็ไปโผล่ใน Old Testament (ข้อนี้ เป็นการเบี่ยงประเด็นในเรื่องของเวลา ประมาณว่า P กับ Q มีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เราดันไปทำให้มันเป็น imaginary number ไปซะ จริงๆแล้ว ไม่ต้องมีไทมแมชชีนก็ได้ แค่ให้การไหลของเวลามันแปรปรวน ไม่comparable ไม่มีกฏการถ่ายทอด ก็ได้แล้ว มีการเห็นอดีต การระลึกชาติก็เข้าข่ายข้อนี้)
ก็เลยไปอ่านเรื่องของ "Adam and Eve" "Garden of Eden" "Genesis" "Old Testament" ใน Wikipedia
พบว่า...
"God created man [i.e. Adam] in his own image, in the image of God created he him; male and female created he them." (Gen. 1:26; 2:7)
The story is in Genesis, chapters 2 and 3. After his creation, Adam was placed in the Garden of Eden to cultivate it, and to enjoy its fruits under this one prohibition: "Of the tree of the knowledge of good and evil thou shalt not eat of it; for in the day that thou eatest thereof thou shalt surely die." Adam was expelled from Eden to prevent him gaining access to the tree of life (Genesis 3), which if he ate from it would have given eternal life. According to the text, he died aged 930 years. Judaism holds the Cave of Machpelah in Hebron as the traditional burial place of Adam and Eve. (ตัดตอนมาจาก "Adam and Eve", Wikipedia)
หรือถ้าคิดต่อไปอีก... ขี้เกียจพิมพ์แล้ว อยากรู้ก็มาถามเอาละกัน หรือไม่ก็ไปคิดต่อเอง (จริงๆ วิธีคิดข้อ 3. นี่ ไม่แนะนำให้เอาไปคิดต่อ จะติด loop คือลองมาแล้วอ่ะนะ) |
|
|